บทสรุป Single 7 | 77 ดินแดนแสนวิเศษ

ก่อนอื่นเลย ก็ต้องกล่าวคำว่า “สวัสดีปีใหม่ 2563 ขอให้มีโชค มีชัย มีเงินใช้เยอะๆ นะครับ”

เริ่มปีใหม่ ก็มาคุยกันเรื่องไอดอลกันเลยทีเดียว เพราะช่วงนี้มีข่าวมากมาย และเป็นกระแสร้อนแรงจริงๆ แต่บทความนี้ ก็ขอสรุป Single 7 กับเพลงหลัก 77 ดินแดนแสนวิเศษ กันก่อน โดยซิงนี้มีความพิเศษในการเลือกเซมฯ โดยใช้ คามิ 7 เป็นแกนหลัก และเมมเบอร์อายุไม่เกิน 17 ปี มาเป็นเกณฑ์ โดยมีเมมเบอร์ทั้งหมด 24 คนที่ติดเซมฯ และ เฌอปราง เป็นเซนเตอร์อีกครั้ง

Senbatsu Announcement

MV : 77 ดินแดนแสนวิเศษ

พรีออเดอร์ CD แบบจำกัดจำนวนแผ่น ส่วน Mini Photobook+Music Card เปิดขายไม่จำกัด แถมบัตรจับมือเหมือนกัน

CD Limited Edition Type A 25000 แผ่น

CD Limited Edition Type B 25000 แผ่น

Mini Photobook+Music Card Type A

Mini Photobook+Music Card Type B

สรุปยอดขาย อย่างไม่เป็นทางการ ประมาณ 150,000 ชุด

แม้ยอดขายอาจจะไม่ได้มากตามที่คาดไว้ ส่วนหนึ่งก็เพราะลดวันจับมือลงไปสองวันด้วย หากวันจับมือมี 6 วัน เหมือนซิง 6 ก็คาดว่ายอดอาจจะไปถึง สองแสนแผ่นได้ แต่ก็นั่นแหละ การมีวันจับมือแค่ 4 วัน แฟนๆก็ว่าแปลกๆอยู่ ว่าทำไมถึงลดวัน และไม่นานก็ได้คำตอบ

เพราะการมาของ Single 8 พร้อมกับ BNK48 9th Single Senbatsu General Election ก็สร้างความปั่นป่วนให้กับแฟนคลับ BNK48 ไปทุกด้อมหย่อมหญ้ากันเลยทีเดียว เดี๋ยวบทความต่อไป ผมจะมาพูดถึงเกี่ยวกับการเลือกตั้งซิง 9 อีกที ว่ามีประเด็นอะไรกันบ้าง

จาก BNK48 Office รีแบรนด์ เป็น iAM การขยายธุรกิจที่น่าจับตา

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา หากคุณเป็นแฟนคลับวงไอดอลชื่อดังอย่าง BNK48 ก็จะเริ่มสังเกตเห็น ตามรูปเมมเบอร์ มีสัญลักษณ์ @iAM ทำให้หลายคนสงสัยว่ามันคืออะไร ใช่ค่ายเพลงใหม่หรือเปล่า เพราะตอนนี้ BNK48 ก็มีวงน้องสาวในประเทศอีกวงเกิดขึ้นแล้วด้วย นั่นคือ CGM48

และสุดท้ายก็ได้มีการแถลงข่าว เฉลย แล้วว่า iAM ก็คือ ชื่อบริษัทใหม่ จากเดิมใช้ชื่อว่า BNK48 Office รีแบรนด์ มาเป็น iAM เพื่อรองรับธุรกิจที่จะเกิดขึ้นใหม่ โดยแบ่งเป็น 3 ทาง คือ

- ธุรกิจ Idol เดิม 48G ที่จะดูแลทั้ง BNK48 และ CGM48 รวมถึงวงใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตด้วย

- ธุรกิจไอดอลชาย The Brothers โดยร่วมทุนกับ บริษัท Dream Society Management จำกัด (DMS)

- ธุรกิจ Talent Management บริหาร ศิลปิน นักร้องนักแสดง และ Influencer

โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติม ปัจจุบัน iAM มีสัดส่วนการถือหุ้น 55% RAM และกลุ่มจิรัฐ + 35% Plan B + 10% AKS (จากญี่ปุ่น)

ค่าตัวในการจ้างงานวง BNK48 แบบเต็มวง 16 คน ราคา 1,000,000 บาท / แบบ 6 คน ผู้ว่าจ้างเลือกเมมเบอร์เอง ราคา 500,000 บาท / หากให้ทางวงเลือกสุ่มเมมเบอร์ให้ ราคา 250,000 บาท

จากการรีแบรนด์ครั้งนี้ ก็ทำให้แฟนคลับมองกันไปหลายทาง บ้างก็ว่าดีแล้ว เป็นการขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น จะได้แข็งแกร่งขึ้น บ้างก็มองว่าหรือเพราะ BNK48 อยู่ในช่วงขาลงแล้ว ทำให้ต้องหันไปหาธุรกิจใหม่

แต่ส่วนตัวผมมองว่า ทาง อฟช. ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า เพราะหากมีเมมเบอร์ในวง จบการศึกษาออกจากวง BNK48 แล้วยังสนใจงานบันเทิงอยู่ก็อาจจะให้เซ็นต์สัญญาใหม่กับ iAM เป็น Influencer หรือดาราในค่ายแทนก็ได้ รวมไปถึง รุ่น 1 อีกหลายคนที่มีแฟนคลับติดตามมากๆ หากไม่ต่อสัญญากับวง ก็อาจจะออกมาทำงานภายใต้ iAM ซึ่งฐานแฟนคลับก็ยังซัพพอร์ตอยู่ จุดนี้จะเป็นการรักษารายได้ให้กับค่ายต่อไปอีกทางด้วย

การปรับตัวครั้งนี้ของ iAM เป็นทั้งการลงทุนในธุรกิจใหม่ และการป้องกันตัวเอง จากวงการไอดอลที่การแข่งขันกันดุเดือดมากขึ้น BNK48 เองแม้ว่าฐานแฟนอาจจะยังดูเยอะ แต่บางส่วนก็ออกไปจากเหตุผลหลายๆอย่าง ส่วนคนที่เข้ามาใหม่ก็ยังไม่สามารถจะใช้จ่ายได้มากเท่าเดิม จะเริ่มเห็นว่าสินค้า อฟช. หลายๆอย่าง ยอดขายไม่เข้าเป้า จากที่ขายหมด ก็เริ่มเหลือ ที่ขายได้หลายหมื่นชิ้นก็มียอดขายลดลงเหลือแค่หลักพัน เนื่องจากตลาดเริ่มอิ่มตัวแล้ว และมีทางเลือกอื่นมาแย่งไป

หรือแม้แต่ยอดขาย Single 7 ล่าสุด ก็ยังปรับลดวันจับมือมาเหลือแค่ 4 วัน จากที่เคยมีสูงสุด 6 วัน ใน Single ที่ 4 ที่ 5 และ 6 เพราะยอดขาย CD ที่ลดลงกว่าครึ่ง แม้จะยังทำยอดขายได้ทะลุแสนอยู่ แต่ก็ไม่ได้พีคเท่าตอน ซิง 4 และซิง 5 (ซิงเลือกตั้ง) แล้ว ทำให้ต้องปรับลดต้นทุนลง เพือให้วงมีกำไรมากขึ้น

การรีแบรนด์ครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ปีหน้า 2020 เราคงจะได้เห็นอะไรที่ชัดเจนขึ้น และ BNK48 จะยังทำรายได้ให้ อฟช. อยู่อีกไหม งบการเงิน กลางปีหน้า จะมาตอบคำถามนี้เอง

ไตรมาสสุดท้ายของปี 2019 กับงานฟรีแลนซ์ต่างๆ

ด้วยสภาพเศรษฐกิจในช่วงนี้ ที่ยังไม่ค่อยแน่นอน ทำให้ ไตรมาสสุดท้ายของปี 2019 ต้องเร่งทำยอดปิดงบประจำปี ใครทำได้ก็รอด ใครไม่ไหวก็มีร่วงกันบ้าง ก็ได้แต่เอาใจช่วยทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นคนทำธุรกิจ หรือพนักงาน ต่างๆ

แม้แต่ผมเอง คนทำงานฟรีแลนซ์ ก็ยังต้องดิ้นรน เอาแน่เอานอนไม่ได้ งานบทจะมาก็เข้ามาติดๆกัน บทจะหายก็หายยาวไปหลายเดือน เช่นกัน

งานพวกรับจ้างโพส รับซับมิท ผมก็เลิกทำไปสักระยะแล้ว ส่วนงานรับเขียนบทความ ผมคงยุติไว้แค่ปีนี้ครับ ด้วยหลายๆเหตุผล แต่จะไปเน้นที่ การเขียน e-book แทนครับ อยากสร้างผลงานรูปเล่ม แต่ตอนนี้คงทำเป็นอีบุ๊คออนไลน์ไปก่อน งานที่ลงมือทำทีเดียวแล้วขายไปเรื่อยๆ น่าจะเข้าทางผมมากกว่า เอาจริงๆผมอยากให้ผลงานมันเป็นแบบ Passive Income

งาน SEO ยังรับอยู่แต่ก็จะลดบทบาทลงเช่นกัน รับเป็นบางงาน บางคีย์เวิร์ดเท่านั้น ซึ่งจริงๆ งาน SEO ช่วง 2-3 เดือน มานี้ ก็มีลูกค้าทั้งหน้าเก่า หน้าใหม่ แวะเวียนติดต่อกลับมาหาเยอะขึ้นครับ คงเพราะการทำ SEO ที่ซับซ้อนขึ้นกว่าเมื่อก่อน และการทำอันดับยังคงมีผลกับยอดขายในปัจจุบันมากครับ ทำให้คนยังสนใจ SEO อยู่

หลังจากนี้ผมคงเน้นไปที่งาน ตัดต่อ ทำคลิปวีดีโอ และยูทูบ มากขึ้น เพราะกระแสของ YouTube กำลังมาแรงในยุคนี้ และเชื่อว่าจะยังไปต่อได้อีก มองระยะสั้น อย่างน้อยๆ 3-5 ปี ข้างหน้าคนก็ยังนิยมอยู่แน่ ถ้าไม่รีบทำตอนนี้ ด้วยกฎต่างๆ มันก็จะยิ่งทำยากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นรีบลงมือทำไปตอนนี้ คือดีที่สุดครับ

แพลนงาน ไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 ของผม ให้น้ำหนักตามนี้ครับ

-YouTube / 60%

-SEO / 20%

-เขียน E-BOOK / 10%

-อื่นๆ เช่น ขาย Backlink / ขายของออนไลน์ / 10%

**หากจะมีการปรับเปลี่ยนอะไร หรือไม่ ปลายปี ค่อยมาวางแผนอีกที ต้อนรับปี 2020 ครับผม