3 ช่องทางทำเงินบน YouTube น่าสนใจกว่าที่คิด

การหาเงินออนไลน์ในปัจจุบันมีอยู่มากมาย และแน่นอนว่าหนึ่งในนั้น ต้องเป็นการหารายได้จาก YouTube เว็บวีดีโอ ยอดฮิต ที่มีคนใช้ทั่วโลก

นับตั้งแต่ YouTube Thailand เข้ามาเปิดบริการในประเทศไทย ก็ทำให้หลายคนเริ่มสนใจที่จะเปิดช่องยูทูปกันมากขึ้น เนื่องจากระบบต่างๆรองรับภาษาไทย ทำให้สามารถเข้าใจระบบได้ง่ายขึ้น

อีกอย่างปัจจุบันอินเตอร์เนตความเร็วสูงมากขึ้น ทำให้การเล่นอินเตอร์เนตไหลลื่นขึ้น การเปิดดูวีดีโอทำได้คมชัดมาก รวมไปถึงการดูวีดีโอไม่ได้จำกัดแค่ใน คอมพิวเตอร์ อย่างเดียว แต่ โทรศัพท์สมาร์ทโฟน ก็สามารถเปิดดู วีดีโอ ต่างๆ บน YouTube ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เวลาใด เพียงแค่เชื่อมต่ออินเตอร์เนตได้ก็สามารถเข้าถึงคลิปวีดีโอต่างๆได้แล้วทั่วโลก

เมื่อมีคนดูวีดีโอ ก็ต้องมีคนผลิตคลิปวีดีโอ ลงในช่อง YouTube ซึ่งทางยูทูปเองก็ให้ค่าตอบแทนกับเจ้าของคลิปวีดีโอ โดยแลกกับการเอาโฆษณามาวางในคลิปของเรา ซึ่งโฆษณาเหล่านั้นก็มีหลายแบบ ทั้งแบบที่คนดูกดข้ามได้ และกดข้ามไม่ได้ รวมไปถึงโฆษณาที่ขึ้นซ้อนทับกับคลิป เป็นต้น แล้วแต่ว่าทางระบบ YouTube จะนำโฆษณาเหลานั้นมาติดบนคลิปวีดีโอของเรา ซึ่งเราก็จะได้รับเงินผ่านทางระบบ Adsense อีกที

1.รายได้จาก Adsense

ค่าตอบแทนที่ YouTube แบ่งให้เราก็จะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับผู้ลงโฆษณา คุณภาพของคลิป โดย YouTube จะหัก 45% และแบ่งให้เรา 55% โดยประมาณ ซึ่งก็ยังมีกฎต่างๆ อีกมากมาย แต่เอาเป็นว่า ถ้าอยากได้รับรายได้เยอะๆ ก็ต้องทำคลิปให้มีผู้ชมเยอะๆด้วยเช่นกัน จึงจะได้รับรายได้ที่มากพอให้ระบบ Adsense ตัดยอดแต่ละเดือน (ขั้นต่ำ ต้องมีรายได้ในระบบ Adsense $100 ทางระบบ YouTube จึงจะโอนเงินให้เรา)

สรุปง่ายๆ ถ้าอยากมีรายได้ Adsense จาก YouTube เยอะๆ ก็ต้องเน้นยอดวิว หรือผู้เข้าชมคลิปมากๆด้วยเช่นกัน ตัวอย่างรายได้โดยประมาณจากยอดวิว (เป็นรายได้ที่ไม่ใช่ยอดคงตัว เพราะขึ้นอยู่กับเนื้อหาคลิป และผู้ลงโฆษณาจะประมูลราคา)

10,000 วิว จะมีรายได้โดยประมาณ 100 ถึง 300 บาท

100,000 วิว จะมีรายได้โดยประมาณ 1,000 ถึง 3,000 บาท

1,000,000 วิว จะมีรายได้โดยประมาณ 5,000 ถึง 10,000 บาท

10,000,000 วิว จะมีรายได้โดยประมาณ 100,000 บาท

100,000,000 วิว จะมีรายได้โดยประมาณ 1,000,000 บาท

การจะทำ YouTube ให้ได้ยอดวิวเยอะๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความอดทนสูง และต้องสะสม ผู้ติดตาม หรือ ยอด subscribe เพื่อที่เวลาเราลงคลิปใหม่ สมาชิกเหล่านี้ก็จะเห็นทันที และเข้ามาดูมากขึ้นนั่นเอง ยอดผู้ติดตามยิ่งเยอะก็ยิ่งดึงดูดเหล่า สปอนเซอร์ และสินค้าต่างๆอีกด้วย

2.รายได้จาก สปอนเซอร์ ลงโฆษณา

การที่ช่อง YouTube ของเราจะมีโอกาสได้รับ สปอนเซอร์ นั้น ยอดผู้ติดตาม หรือ ยอด subscribe สำคัญมาก เพราะเป็นเหมือนฐานแฟนคลับของช่องเรา ยิ่งมีมาก สปอนเซอร์ หลายๆตัวก็ยิ่งสนใจมาก เช่นกัน และเราสามารถเรียกค่าโฆษณาได้แพงขึ้นด้วย เรทราคาค่าโฆษณาสปอนเซอร์โดยประมาณ เช่น (ช่องยิ่งดัง คนติดตามมากๆ สามารถเรียกราคาแพงกว่านี้ได้)

- ยอดผู้ติดตาม 10,000 คน ขึ้นไป สามารถเรียกเงินจาก สปอนเซอร์ ประมาณ 5,000 บาท +

- ยอดผู้ติดตาม 100,000 คน ขึ้นไป สามารถเรียกเงินจาก สปอนเซอร์ ประมาณ 20,000 บาท +

- ยอดผู้ติดตาม 1,000,000 คน ขึ้นไป สามารถเรียกเงินจาก สปอนเซอร์ ประมาณ 100,000 บาท +

- ยอดผู้ติดตาม 10,000,000 คน ขึ้นไป สามารถเรียกเงินจาก สปอนเซอร์ ประมาณ 1,000,000 บาท +

ทั้งนี้ก็อยู่ที่เนื้อหาในช่องของเราด้วยว่าจะไปโดนใจ เอเจนซี่โฆษณา สินค้าแบบไหน ถ้าเป็นแบรนด์ดังๆ เราก็สามารถเรียกราคาได้แพง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเรียกราคาแค่ไหน และเอเจนซี่โฆษณา จะเลือกช่องเราหรือไม่ ซึ่งยอดวิวในคลิปอาจจะไม่ใช่ประเด็น แต่ยอดผู้ติดตามสำคัญมากสำหนับ เอเจนซี่โฆษณา ต้องค่อยๆสะสมกันไป มันก็สามารถไปต่อยอดได้อีกหลายทาง

3.รายได้จาก การขายสินค้า หรือเปิดคอร์สออนไลน์

บางท่าน ก็อาจจะไม่ได้สนใจรายได้จาก Adsense หรือ สปอนเซอร์ ก็อาจจะไม่ต้องสนใจยอดวิว หรือยอดผู้ติดตาม เป็นแสน เป็นล้าน เพียงแค่ต้องการคนที่สนใจในสินค้าหรือบริการของเราเพียงแค่ส่วนหนึ่งก็พอ

-การขายสินค้า : หากเรามีสินค้า ไม่ว่าจะเป็นรับมาขาย หรือผลิตเอง เราก็สามารถรีวิว ทำเป็นคลิปวีดีโอ ขายผ่าน YouTube ได้ ทิ้งช่องทางโอนเงิน เบอร์โทรติดต่อ ผู้ชม หรือลูกค้า ก็สามารถเข้ามาดูและติดต่อซื้อขายกันได้ทันที

-การเปิดคอร์สออนไลน์ : ก็สามารถหาลูกค้า ผ่าน YouTube ได้เช่นกัน หากเราเก่งเรื่องอะไรสักอย่าง เช่น เก่งภาษา เราก็สามารถเปิดคอร์สออนไลน์สอนภาษาได้ โดยในช่อง YouTube เราก็แนะแนวเทคนิคการสอนเบื้องต้นลงคลิปตามปกติ พอมีคนสนใจมาดูเยอะขึ้น เราก็เปิดให้คนที่สนใจเรียนแบบเชิงลึกมาลงทะเบียนเรียนกับเรา ก็เป็นอีกช่องทางในการหารายได้ผ่าน YouTube ครับ

สรุป : จากที่กล่าวมาก็เป็นการสร้างรายได้จากการทำ YouTube หลักๆ 3 ทาง อาจจะมีช่องทางอื่นๆอีก แต่ 3 ทางที่ผมนำมาเขียนนั้น เป็นช่องทางที่พบเจอได้บ่อย และเป็นรายได้หลักที่ชัดเจนที่สุด หากคุณจะลงมือทำเงินออนไลน์ผ่านระบบ YouTube นี่คือโอกาสที่ดี ที่สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ตอนนี้เลย…

เว็บไซต์ยังสำคัญ แต่คนกำลังหันไปตาม โซเชียลมีเดีย (Social Media) กันมากขึ้น

เทรนด์ออนไลน์เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเสมอ ยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้าเท่าไหร่ สิ่งใหม่ก็จะเกิดขึ้นมาแทนสิ่งเก่าที่ล้าหลัง ผู้คนก็จะมองหาอะไรใหม่ๆที่เขาชอบ ก็จะไปรวมตัวกันที่นั่น หมุนเวียนไปเรื่อยๆ แม้แต่เว็บไซต์ก็ยังต้องปรับตัว เพื่อให้คนยังติดตามอยู่ ไม่หนีหายไปไหน”

วันที่โลกออนไลน์กำลังเติบโต ยุค .Com บูม ใครๆก็เปิด เว็บไซต์ เพื่อแสดงตัวตน และสร้างความน่าเชื่อถือบนโลกออนไลน์ เพื่อธุรกิจ จากหน้าร้านธรรมดา ก็ต้องเปิดเว็บเพื่อขายของบนออนไลน์ด้วย ทำให้เว็บไซต์ในตอนนั้นมีความสำคัญมาก  ปัจจุบันก็ยังสำคัญอยู่ ยังต้องมี แต่ก็ต้องมีการปรับตัวด้วยการเชื่อมต่อกับโลกของ SNS ไว้ด้วย

บางคนเห็นว่าการทำเว็บไซต์ดูจะยุ่งยากไป ก็หันมาเปิด บล็อก (Blog) ทำบล็อกส่วนตัว หรือผสมความเป็นร้านค้าออนไลน์ด้วยก็ได้ แบบง่ายๆ ก็เป็นที่นิยมอยู่ระยะหนึ่ง รวมถึงบล็อกส่วนตัวของผมเอง ก็เกิดขึ้นในยุคนั้น ยุคที่คนกำลังนิยมใช้ เวิร์ดเพรส ในการสร้างบล็อก

แต่ทั้งเว็บไซต์ หรือ แม้แต่บล็อก ต่างก็เจอผลกระทบ เพราะการมาของ โซเชียลมีเดีย (Social Media) ซึ่งเริ่มค่อยๆเข้ามามีบทบาทสำคัญกับคนยุคใหม่ๆ เนื่องจากมือถือที่ต่ออินเตอร์เนตความเร็วสูง ราคาเนตที่ถูกลง ทำให้เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ แค่มีมือถือก็ท่องโลกออนไลน์ได้แล้ว จึงทำให้ โซเชียลมีเดีย (Social Media) เติบโตไวมากๆ จนคนหันมาติดตามทางนี้กันเยอะเลย ส่งผลให้เว็บไซต์ของหลายๆคนกลายเป็นเว็บล้าง บล็อกเหงาๆ หากขาดการอัพเดทนานๆ เนื้อหาเก่า ไม่สดใหม่ คนก็จะค่อยๆหายไปตามกาลเวลา ต่างกับ SNS ที่คนเล่นกันเยอะ มีอะไรใหม่ๆอยู่เสมอ

ส่วนการมาของ โซเชียลมีเดีย (Social Media) ก็มีหลากหลาย เช่น

Twitter : ที่คนชอบเล่นเพราะเสพข่าวสารรวดเร็ว มีข่าวอะไรก็ดูที่ # ว่าอันไหนขึ้นเทรนด์ก็ตามส่องกันไป รวมถึงคนที่ชอบติดตามข่าวดารา ละคร หรือศิลปินนักร้อง ก็มักจะใช้ Twitter ในการพูดคุยกันในด้อม แล้วแต่ว่าจะติดตามกันใน # อะไร เช่นผมติดตามวงไอดอล BNK48 ก็จะค้นหาใน #BNK48 บนทวิตเตอร์ว่ามีการพูดถึงเรื่องอะไรกันในแต่ละวัน เป็นต้น

Instagram : จะเน้นพวกถ่ายรูปภาพสวยๆ แล้วอัพขึ้นที่นี่ โดยมาก ดารา ศิลปิน ก็จะชอบเล่นกัน เพราะได้โชว์รูปสวยๆ คนทั่วไปก็ชอบติดตามดารา ศิลปิน อยู่แล้ว เลยทำให้ IG เติบโตมากขึ้นไปด้วย พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ชอบฝากร้านกันเยอะ ก็ตาม IG ดาราดังนี่แหละ

Facebook : เป็นอีก โซเชียลมีเดีย ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งแบบใช้ส่วนตัว และเปิดเพจ ในเรื่องที่สนใจ บางคนก็ทำเป็นเพจธุรกิจเลยก็มี ทั้งธุรกิจใหญ่ น้อย ต่างก็มีเพจเพื่อขายสินค้า และมีไว้อัพเดทผลงาน ข่าวสาร ให้คนมาติดตาม คนแทบทุกวงการต่างก็มีเพจเป็นของตัวเอง เพื่อติดต่อกับลูกค้า และแฟนคลับ แม้หลังๆความนิยมจะลดลงบ้าง แต่ปริมาณก็ยังมีมากอยู่ดี ทั้งนี้พวกเพจ Facebook ต่างๆ น่าจะมีผลทำให้คนทำเว็บไซต์ หรือบล็อกน้อยลงด้วย เพราะสามารถเปิดเพจได้ฟรี ใครก็เปิดเพจได้ และคนมักจะติดตามได้ง่ายด้วย นั่นเพราะใครๆก็เล่น FB แถมยังติดต่อสื่อสารกันได้รวดเร็วกว่า จึงทำให้ Facebook ยังคงเป็น หนึ่งใน SNS ที่คนยังติดตามกันเยอะ และมีผลต่อธุรกิจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน

YouTube : กำลังเป็นที่นิยมมากที่สุดในยุคนี้เลยก็ว่าได้ แม้แต่วงการ ทีวีดิจิตอล ยังต้องยอมรับ เพราะคนไม่ค่อยดูทีวี แต่หันมาเปิดยูทูปดูมากกว่า เพราะจะดูเมื่อไหร่ก็ได้ ดูไม่จบ มาเปิดย้อนหลังดูใหม่ก็ได้ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้คนไปสนใจเปิดดูรายการบน YouTube มากขึ้น และเชื่อว่าวงการโฆษณาคลิปวิดีโอบน YouTube ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนับจากนี้ เรียกว่าเป็นตลาดใหญ่อีกตลาดที่น่าสนใจเลยทีเดียว และเชื่อว่าการแข่งขันของคนทำ YouTube ในปี 2020 จะดุเดือดอย่างแน่นอน ด้วยความที่ใครก็สามารถเปิดช่องบน YouTube ได้ คนทั่วไป หรือแม้แต่ดารา ก็ยังหันมาทำช่องเป็นของตัวเอง ทีวีช่องใหญ่ๆก็ยังเอารายการ ละคร ย้อนหลัง มาลงให้คนดูบนยูทูปกันแล้ว เพราะยอดวิว ยอดผู้ติดตาม สามารถเปลี่ยนเป็นรายได้จาก YouTube นั่นเอง

จะเห็นได้ว่าผู้คนต่างก็มีทางเลือกในการรับข้อมูลข่าวสาร หรือเพื่อความบันเทิง บนโลกออนไลน์มากมาย ทำให้เว็บไซต์ หรือบล็อก ไม่เป็นที่นิยมเท่าเมื่อก่อนแล้ว แม้แต่เว็บดังๆของประเทศที่เมื่อก่อนคนเข้าชมวันละเป็นล้านแบบไม่ซ้ำเครื่อง ปัจจุบันไม่ค่อยถึงล้านแล้ว แค่เกือบๆ หรือถึงบ้างเป็นบางวัน ทั้งที่เมื่อ 3-5 ปีก่อนหน้า มีหลายเว็บเคยมีคนเข้าชมหลักล้านต่อวันหลายเว็บด้วยกัน จะเห็นได้ว่าโลกมันเริ่มเปลี่ยนเทรนด์ไปแล้วนั่นเอง

ถ้าสังเกตให้ดี เทรนด์ตอนนี้ เปลี่ยนจากการอ่านตัวหนังสือบนเว็บไซต์ เป็นดูคลิปวีดีโอบน YouTube มากขึ้น มาสักพักแล้ว และปี 2020 ภาพของเทรนด์นี้จะยิ่งชัดเจนมากขึ้น ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่เป็นแบบนี้ทั่วโลก

คงถึงเวลาที่ต้องเพิ่ม Categories หมวดหมู่ IDOL ใน Blog แล้ว

หลังจากที่ติดตามวงไอดอล BNK48 มาประมาณ 2 ปี แล้ว และใน Blog แห่งนี้ ก็ได้พูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับประเด็นวงไอดอลอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่แค่วง BNK48 อย่างเดียว แต่เป็นภาพรวมธุรกิจไอดอลด้วย และคิดว่ากระแสของวงการไอดอลไทยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ก็มีอะไรให้เขียน ให้วิเคราะห์ได้อีกมากมาย ก็เลยคิดว่าคงถึงเวลาแล้วล่ะ ที่ต้องมี หมวดหมู่ ไอดอลเฉพาะขึ้นมาอีกอย่างในบล็อกแห่งนี้

กระแสวงการไอดอลไทย

เริ่มจากกลางปี 2017 ที่ วงไอดอล BNK48 ประกาศ Debut Single แรกอย่างเป็นทางการ ก็เริ่มมีไอดอล วงที่สอง ที่สามตามมาอีกหลายต่อหลายวง แต่ก็ยังเป็นแค่ยุคเริ่มต้น คนที่ติดตามไอดอลญี่ปุ่นก็ยังเป็นแบบเฉพาะกลุ่มอยู่

ปี 2018 ปีทองของวง BNK48 จากกระแส เพลงคุกกี้เสี่ยงทาย ที่ฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง ทำให้คนนอกเริ่มสนใจกับคำว่า วงไอดอล ทั้งกฎต่างๆ รูปแบบวง แนวเพลง ธุรกิจไอดอล ทุกอย่างสดใหม่ ทำให้เป็นกระแสแรงมาก จนมีหลายๆคนเริ่มคิดที่จะก่อตั้งวงไอดอลขึ้นมากว่า 10 วงในปีนั้น บางวงก็เปิดตัวบ้างแล้ว บางวงก็อยู่ระหว่างสร้างวงขึ้นมา เรียกว่าตลาดไอดอลกำลังบูมก็ว่าได้

ปีนี้ ผ่านไป 3 ไตรมาสแรกของปี 2019 ธุรกิจไอดอลโดยภาพรวม ดูภายนอกคือ มีวง Debut เกิดใหม่เยอะขึ้นมาก แต่กระแสตลาดไอดอลไทยกับนิ่งๆไป ด้วยสภาพเศรษฐกิจ และอะไรหลายๆอย่าง

-วงเกิดใหม่ ก็มีมาเรื่อยๆ ต่างก็พยายามหาจุดเด่นมาสู้ มาสร้างความแตกต่าง และวงที่กำลังจะมาอย่าง CGM48 คงเป็นหนึ่งในวงเกิดใหม่ที่น่าจับตามากที่สุด

-วงที่ประกาศยุบ เช่น วง 7th Sense / Lemonade / Taste of Love ที่ต้องโบกมือลาวงการไปก่อนเพื่อน ท่ามกลางการแข่งขันของตลาดไอดอลไทย วงที่มีปัญหาภายใน และสายป่านไม่ยาวพอ ย่อมได้รับผลกระทบแน่นอน ยิ่งมีตัวเลือกมาก แต่ฐานแฟนคลับกำลังเปย์มีน้อย อาจจะทำให้วงการไอดอลยืนต่อไม่ไหว ก็ต้องมาลุ้นกันว่าไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 จะมีอะไรมาจุดกระแสไอดอลให้กลับมาร้อนแรงได้อีกครั้ง เพื่อสร้างแฟนคลับหน้าใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาในตลาดไอดอลไทย

พูดถึงวง BNK48 วงหลักที่ผมติดตาม

ช่วงวันเสาร์-วันอาทิตย์ นี้ ก็มีงาน BNK48 6th Single “Beginner” Handshake ในวันที่ 21 – 22 กันยายน 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา ฮอลล์ EH106-107

ลุ้นประกาศสำคัญ ว่าจะมีอะไรบ้าง ที่เดาๆกันก็อย่างเช่น

-MV เพลง Candy ยูนิต Mimigumo

-ประกาศ Single 7

-ประกาศ ตั้งทีม NV

-ประกาศ คอนเสิร์ตใหญ่ ครั้งที่ 2 ของวง

-ประกาศ อื่นๆ

สำหรับวง BNK48 ตอนนี้ที่ลุ้นกันอยู่ก็คงเป็น ประกาศ Single 7 ว่าใครจะติดเซมฯ /  ใครจะได้เป็นเซนเตอร์คนต่อไป / จะใช้เพลงอะไร / จะเปิดตัวที่ไหน และจะขายยังไง?

ยังจะขายในรูปแบบ CD เหมือนเดิม หรือจะปรับมาขายเป็น Music Card แบบ ยูนิต Mimigumo อันนี้ก็ต้องติดตาม

ถ้าขายรูปแบบ CD เหมือนเดิม จะยังคงมี งานจับมือ 6 วัน แบ่งเป็นพรีออเดอร์ ซีดี วันละ 50,000 แผ่น เหมือนเดิมหรือเปล่า? เพราะตอน Single 6 ยอดขายลดลงกว่าครึ่ง จากที่เป้า 300,000 แผ่น (ขายหมดตอน Single 5 ที่มีเลือกตั้ง) แต่ซิง 6 ยอดขายไม่เป็นเช่นนั้น ยอดขายอยู่ที่ประมาณ 160,000 แผ่นเท่านั้น

ก็ต้องมาลุ้นซิง 7 ว่ายอดขายจะกลับมาได้ดีแค่ไหน ส่วนตัว ผมว่าน่าจะกลับมาทำยอดได้ดีขึ้นกว่าซิง 6 ยอดซิง 7 น่าจะเกิน 200,000 แผ่น+ แต่จะเข้าเป้าสามแสนหรือไม่ คงต้องไปลุ้นกันอีกที

Single 7 เลยกลายเป็นความหวังของแฟนคลับ เป็นแรงกดดันไม่ใช่น้อย เพราะยอดขายซิงนี้ น่าจะสะท้อน ว่าวงการไอดอล ยังยืนอยู่ได้ไหม กระแสอาจจะเงียบๆไป แต่ถ้ายอดขายยังมากพอที่จะทำกำไร ความหวังของตลาดไอดอลไทย ก็ยังพอมีแสงสว่างรออยู่เช่นกัน เพราะถ้าหากวงใหญ่ยังขายไม่ออกแล้ว วงเล็กๆ ก็คงไม่ต้องหวังอะไร…