หรือว่า ยอดขายเพลงไทย ล้านตลับ (ซีดีล้านแผ่น) จะกลับมาอีกครั้งในรอบกว่า 10 ปี?

อย่างที่ทราบกันดีว่าในยุคนี้เป็นยุคของ ดิจิตอลดาวนด์โหลด และสตรีมมิ่ง ครองเมืองไปแล้ว ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะเห็นแต่คนจับมือถือขึ้นมาเล่น กดเปิดเพลงฟัง วงการเพลงไทยแทบจะตายหมดแล้ว ทั้ง แผ่นเสียง เทปคลาสเซ็ท ซีดี ไม่สามารถขายได้ หรือขายได้ก็มีจำนวนที่น้อยมากเกินกว่าที่ศิลปินจะอยู่รอดได้

ทั้ง แผ่นเสียง และCD เพลง ที่ยังขายได้อยู่ ก็มาในรูปแบบของสะสมมากกว่าจะเป็นการซื้อเพื่อมาฟังเพื่อความบันเทิงแบบสมัยก่อน ด้วยตัวเลือกในการฟังเพลงมีหลายช่องทางมาก โดยเฉพาะระบบออนไลน์ เพลงสตรีมมิ่ง Spotify และ JOOX หรือแม้แต่ YouTube ที่เป็นฟรีสตรีมมิ่งก็ได้รับความนิยมอย่างสูงในตอนนี้

ยุคนี้เขานิยมวัดว่า เพลงไหนดัง เพลงไหนฮิต แฟนคลับก็จะขิง กันด้วยยอดวิวใน YouTube ดูว่าเพลงไหนทำยอดวิวเกิน 100 ล้านวิว ก็จะนับว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ทำให้แฟนคลับจะมาช่วยกันปั่นวิวเพื่อทำยอดวิว แต่เชื่อเถอะมันไม่ง่ายแล้ว เพราะระบบของ Google เขามีอัลกอริทึมที่จะวัดว่ายอดวิวคุณภาพจริงหรือเปล่าใช้โปรแกรมปั่นหรือเปล่า ดังนั้นยอดวิวที่ได้ในยุคนี้ คือมีคุณภาพและความน่าเชื่อถือกว่าเมื่อก่อน เพราะวิวขึ้นยาก หากทำผิดกฎก็โดนหักวิวได้อีก ดังนั้น เพลงไหนทำได้ 100 ล้านวิว ในยุคนี้ก็ต้องนับถือใจจริงๆ

แต่ก็นั่นแหละครับ ต่อให้ทำยอดวิวได้หลัก 100 ล้านวิว แต่จำนวนการซื้อแผ่น CD หรือดาวน์โหลดเพลง ยอดมันไม่ได้เยอะเท่ากัน ขอแค่ 1% จากยอดวิวยังไม่ได้เลยสำหรับยุคนี้ เพราะคนชอบของฟรี มากกว่าจะมาเสียเงินเพื่อซื้อเพลงฟัง

ยุคที่ยอดขายเพลงไทยรุ่งเรือง คือยุค 1990-2000 ต้นๆ ที่มีศิลปินไทยมากมายเลยที่สามารถออกอัลบั้มมา แล้วทำยอดขาย เทปคลาสเซ็ท ล้านตลับ หรือ CD ล้านแผ่น แบบถูกลิขสิทธิ์ด้วย สุดท้ายก็ต้องมาตายเพราะการมาของอินเตอร์เน็ต และแผ่นผีอย่าง MP3 นั่นเอง ทำให้ในรอบกว่า 10 ปี มานี้ไม่มีศิลปินไทยคนไหนทำยอดขาย CD เพลง ทะลุล้านได้อีกเลย และค่ายเพลงก็ปิดตัวไปเยอะแล้ว บางค่ายก็เลิกผลิตแผ่น CD มาขาย มีแต่ Single ให้ดาวน์โหลดเท่านั้น

ไม่ใช่แค่วงการเพลงในประเทศไทยเท่านั้นที่โดนผลกระทบ แม้แต่วงการเพลงต่างประเทศเองก็ต้องปรับตัว เพราะการขาย CD เพลงมันน้อยลงเรื่อยๆ การขายแบบดิจิตอลดาวนด์โหลด หรือสตรีมมิ่ง เป็นอะไรที่คนฟังเพลงทั่วโลกยอมรับมากกว่า

แล้ว CD เพลง มันยังขายได้ไหมในยุคนี้ ?

คำตอบ คือ ได้ แต่ไม่ใช่ทุกวง ประเทศที่ยังคงความขลัง และลิขสิทธิ์เพลงจริงจัง อย่างประเทศญี่ปุ่น ยังคงเน้นขายเพลงแผ่น CD กันอยู่ เช่น วง AKB48 ก็ทำยอดขายหลักล้านแผ่นติดต่อกันมากว่า 8 ปี!! และใน Single ที่ 52 ก็ทำยอดขายได้กว่า 3 ล้านแผ่นอีกด้วย น่าเหลือเชื่อมากๆ

อย่างประเทศเกาหลีใต้ เองก็มีวงอย่าง BTS ที่ทำยอดขายได้หลักล้านแผ่น เป็นวงแรกในรอบกว่า 10 ปี เหมือนกัน ทำให้วงการเพลงเกาหลี KPOP ตื่นตัวกันมากๆ แม้ว่าผมจะไม่ค่อยได้ตามศิลปินฝั่งเกาหลีเท่าไหร่ ก็ยังต้องยอมวงนี้ เพราะความสามารถจริงๆ ทำให้วงมาไกลขนาดนี้ และเชื่อว่าอุตสาหกรรมเพลงเกาหลียังไปได้อีก

ข้ามมาฝั่ง อเมริกา กันบ้าง แน่นอนว่าศิลปินอย่าง Taylor Swift คือคนที่จะนึกถึงแรกๆ เพราะเธอคือหนึ่งในไม่กี่คนที่ยังคงเน้นการขายเพลงแบบ CD อยู่ อัลบั้มดังอย่าง 1989 ที่ทำยอดขายกว่า 10 ล้านแผ่นทั่วโลก ก็เป็นสิ่งการันตีความฮอตได้ดี หรือแม้แต่ อัลบั้ม Reputation ล่าสุดของเธอเองก็ทำยอดขาย CD ไปกว่า 2 ล้านแผ่น ในปีนี้

จะเห็นได้ว่า วงการเพลงที่ไหนก็มีปัญหา แต่ก็ยังมีศิลปินที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขาย CD หลักล้านแผ่นอยู่ ซึ่งหลักๆแล้วก็คือคนที่สามารถสร้างฐานแฟนคลับ ให้มาสนุบสนุนผลงานที่ถูกลิขสิทธิ์ได้ ซึ่งต้องใช้เวลา แต่คุ้มค่าแน่นอนกับการรอคอย ผลงานคุณภาพ คือสิ่งที่แฟนคลับจะยอมจ่าย

กลับมาที่ วงการเพลงไทย จะมีศิลปินคนไหน หรือวงอะไร อีกไหมที่จะกลับมาทำยอดขาย CD ล้านแผ่น ได้อีก ในยุคที่ศิลปินก็ไม่ค่อยจะผลิตแผ่น CD มาขาย และคนฟังเพลงก็ไม่ค่อยจะซื้อแผ่น CD มาฟังกันแล้ว มองไปทางไหนก็ยากมากๆ แทบมองไม่เห็นความหวังเลย

แต่ทว่า การมาของ วงไอดอล ในปี 2017 อย่างวง BNK48 วงน้องสาวของ AKB48 ที่ญี่ปุ่น ที่นำรูปแบบการทำเพลง และการขายเพลงแบบญี่ปุ่นมาใช้ ด้วยการออก Single ทุกๆ 4 เดือน โดยประมาณ และทำการขายผ่านระบบการพรีออเดอร์ ซึ่งก็เป็นวิธีการที่ดี เพราะได้ทราบจำนวนยอดสั่งจอง ก่อนที่จะเริ่มทำการผลิตสินค้า ป้องกันการผลิตมาแล้วขายไม่ได้ไปในตัว ซึ่งการขายแผ่น CD ของวง BNK48 ไม่ได้ขายแค่เพลงในรูปแบบ CD อย่างเดียว แต่ขายของแถมอย่างรูปสุ่มเมมเบอร์ และบัตรจับมือ มาด้วย ทำให้ยอดการสั่งซื้อเยอะ เพราะไม่ใช่แค่ซื้อมาฟังเพลง แต่ซื้อเพราะอยากได้รูปเมมเบอร์ที่เราชอบ หรือซื้อเพราะต้องการบัตรจับมือเยอะๆ ไปจับมือกับเมมเบอร์ที่เราเชียร์ด้วยนั่นเอง

ด้วยระบบของไอดอลญี่ปุ่นที่แปลกใหม่สำหรับคนไทย ก็มีหลายคนมองว่าอาจจะไปไม่รอด แต่สุดท้ายแล้ว วง BNK48 ก็อยู่มาได้ในทุกวันนี้ จากกระแสของเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย ที่ยอดวิวตอนนี้เกิน 150 ล้านวิวไปแล้ว รวมไปถึงเพลงหลักของ Single ต่างๆก็มียอดวิวบน YouTube หลักล้านวิว ถึง 10 ล้านวิวมาโดยตลอด

ยอดขาย Single BNK48 (ยอดขายพรีออเดอร์โดยประมาณ)

1.Single อยากจะได้พบเธอ / ยอดขาย 13,500 แผ่น

2.Single คุกกี้เสี่ยงทาย / ยอดขาย 30,000 แผ่น

3.Single วันแรก / ยอดขาย 170,000 แผ่น

อัลบั้ม RIVER / ยอดขาย 80,000 แผ่น

4.Single เธอคือ…เมโลดี้ / ยอดขาย 340,000 แผ่น

จะเห็นได้ว่ายอดขายแผ่น CD ในแต่ละ Single ของวง BNK48 เติบโตขึ้นมาตลอด อย่างที่เคยกล่าวไปก่อนหน้าว่าการซื้อแผ่น CD ของแฟนคลับไม่ใช่แค่เอามาสะสมหรือเปิดฟังเพลง แต่เพราะของแถมด้วยส่วนหนึ่ง จึงทำให้ยอดขายแผ่น CD พุ่งขึ้นมาขนาดนี้ แต่ก็ต้องยอมรับในเรื่องของฐานแฟนคลับด้วย เพราะมีแฟนคลับที่เหนียวแน่นแม้จะไม่มากแต่เฉพาะกลุ่ม ที่ยอมซื้อแผ่นแท้ ก็สามารถทำให้วงอยู่รอดได้ในยุคนี้ ที่ไม่มีวงไหนทำยอดขายได้หลักหมื่น หลักแสนมานานแล้ว

ลองคิดเล่นๆ อัลบั้ม RIVER / ยอดขาย 80,000 แผ่น ราคาแผ่นละ 1,000 บาท (80 ล้านบาท) หากเทียบกับยุค เทปคลาสเซ็ท ราคาตลับละ 80 บาท ก็เท่ากับว่าจะขายได้ ล้านตลับ เลยทีเดียว

หรือ Single เธอคือ…เมโลดี้ / ยอดขาย 340,000 แผ่น ราคาแผ่นละ 350 บาท (119 ล้านบาท) หากเทียบกับยุค เทปคลาสเซ็ท ราคาตลับละ 80 บาท ก็เท่ากับว่าจะขายได้ 1,400,000+ ตลับ!!

แต่มันคนละยุคสมัยกันแล้ว ยุคเทปคลาสเซ็ท ได้ปิดฉากไปแล้ว แต่การจำหน่ายแผ่น CD เพลงยังมีอยู่ ก็มาลุ้นกันในยุคปัจจุบันกับยอดขายแผ่น CD ของวง BNK48 โดยเฉพาะใน Single ที่ 5 BNK Festival ที่จะเปิดให้พรีออเดอร์เร็วๆนี้ จะมาพร้อมกับบัตรเลือกตั้ง Senbatsu ใน Single ที่ 6 ซึ่งเราสามารถซื้อแผ่น CD ใน Single ที่ 5 เท่าไหร่ก็ได้เพื่อมาโหวตเมมเบอร์คนที่เราเชียร์ ให้ได้อันดับที่ 1 ก็จะได้เป็นเซนเตอร์คนที่เด่นที่สุดใน Single ที่ 6 และที่แฟนๆต่างอยากดันเมมเบอร์ที่ตัวเองชอบให้ได้อันดับ 1-7 เพื่อที่จะได้ติดเป็น คามิ7 หรือคนที่มีความนิยมระดับสูงในวงนั่นเอง

จากการแข่งขันของแฟนคลับ เพื่อดันเมมเบอร์ให้ติดอันดับนี้เอง จึงทำให้คาดการณ์กันว่า ยอดขายแผ่น CD เพลงของวง BNK48 ใน Single ที่ 5 อาจจะมียอดขายทะลุ ล้านแผ่น  ซึ่งมันก็มีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกัน แม้จะมองว่าแฟนคลับของวงอาจจะยังไม่เยอะ กำลังซื้ออาจจะยังไม่มากพอ แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้กับสถิติใหม่ๆของวงนี้ (ส่วนตัวผู้เขียนมองว่ายอดขายแผ่น CD อย่างน้อย ก็น่าจะเกิน ห้าแสนแผ่นแน่นอน หากดูจากยอดขายใน Single ที่ 4 เป็นตัวตั้ง)

อีกไม่นานเราก็จะได้รู้กัน ว่ายอดขาย Single ล้านแผ่นจะเกิดขึ้นได้อีกไหมในประเทศไทย โดยเฉพาะกับวงไอดอลชื่อดัง อย่าง BNK48 หากการเลือกตั้งเซมฯครั้งนี้ยังทำยอดไม่ถึงล้าน ปีหน้าก็ยังมีการเลือกตั้งอีก ถ้ากระแสของวงยังดีอยู่ ก็เชื่อว่าต้องมีสัก Single ที่สามารถทำยอดขายถึง 1 ล้านแผ่นได้สำเร็จแน่นอน ด้วยฐานแฟนคลับที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกวัน

ถ้าทำได้จริง เชื่อว่าวง BNK48 จะต้องกลับมาเป็นข่าวอย่างแน่นอน เพราะมันไม่เคยเกิดขึ้นมานานมากแล้ว สำหรับวงการเพลงไทย ที่จะมียอดขายล้านแผ่น และวงการเพลงก็น่าจะกลับมาตื่นตัว และน่าจับตามองตลาดเพลงไทยอีกครั้งแน่

ในฐานะที่เป็นแฟนคลับคนหนึ่ง ก็อยากเห็นนะสำหรับ ยอดขายล้านแผ่น ของวงไอดอล BNK48 และก็อยากเห็นศิลปินคนอื่นๆด้วยเช่นกันที่จะกลับมาทำแผ่นซีดีเพลงมาขาย เพราะล้านตลับมันไม่เกิดขึ้นมานานมากแล้ว…ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ใครจำได้ บอกผมที

วงการเพลงเปลี่ยนไป แต่ไม่เคยตาย เพราะยังมีคนฟังเพลงอยู่

จริงๆแล้วผมเป็นคนที่ชอบฟังเพลง แต่ก็ไม่ค่อยได้เขียนถึงวงการเพลงสักเท่าไหร่ เพราะไม่ได้ตามลึกระดับเป็นแฟนคลับ เป็นแค่แฟนเพลงมากกว่า ที่มีเพลงฮิต เพลงดัง ก็ฟังตามๆชาวบ้านไป และผมเองก็เปิดรับฟังได้เกือบทุกแนวนะ เว้นแต่ว่าจะฟังไม่รู้เรื่อง และมันไม่ไหวจริงๆ ก็ครั้งเดียวพอ แต่เป็นน้อยมากอาการแบบนั้น ส่วนใหญ่แล้วถ้าเพลงมันดัง แสดงว่ามันต้องมีอะไรดี ยังไงก็ฟังได้

เมื่อยุคสมัยเปลียนไป รูปแบบการฟังเพลงของคนก็ปรับเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน จากยุคแผ่นเสียง มาถึงปัจจุบัน เราฟังเพลงในรูปแบบ ดิจิตอล บนมือถือกันแล้ว แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปยังไง คนเราก็ยังชอบฟังเพลงกันอยู่ดี เพราะวงการเพลงมันไม่เคยตาย หรือหายไปจากชีวิตเรา ยังมีคนทำเพลง และคนฟังเพลง รอคอยผลงานใหม่ๆอยู่เสมอ

ยุค แผ่นเสียง ยอมรับว่าตัวผมเองไม่ทันจริงๆ น่าจะเป็นยุคแรกๆที่มีการบันทึกเพลง แล้วมาเปิดฟังจากแผ่นเสียง ซึ่งในตอนนี้ราคาน่าจะแพงมาก แต่ก็ยังมีคนผลิตมาขายอยู่นะ พวกเพลงฮิต เพลงดัง แต่อาจจะหาฟังยากสักหน่อย คนที่ชอบสะสมน่าจะตามเก็บกันอยู่

ยุค เทปคลาสเซ็ท เป็นยุคที่ผมเริ่มฟังเพลง และตามซื้อเทปคลาสเซ็ท ซึ่งเป็นช่วงยุค 90 น่าจะเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดสำหรับวงการเพลงไทย เพราะนักร้องหน้าใหม่ ออกเพลงมายังไงก็ขายได้ ดังระดับหนึ่งก็ต้องมียอดขายไม่ต่ำกว่า ห้าแสนตลับ ถ้าดังมากๆ ก็ทำยอดขายเทปคลาสเซ็ท เกิน 1 ล้านตลับ ซึ่งมีนักร้องเกิน 20 คน ในยุคนั้นที่ทำยอดขายหลักล้านตลับ เรียกว่าเห็นจนชิน

ยุค ซีดี CD ประมาณยุคปี 2000 ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาทกับผู้ฟังเพลงมากขึ้น เทปคลาสเซ็ท เริ่มไม่เป็นที่นิยม กลายเป็น CD ที่มีคนสนใจมากกว่า แต่ว่ามันก็ถูกทำลายด้วย แผ่นผีผิดลิขสิทธิ์ พวกแผ่น MP3 ระบาดหนัก ทำให้คนไม่สนใจซื้อสินค้าที่ถูกลิขสิทธิ์ วงการเพลงไทยเริ่มอยู่ยาก เพราะรูปแบบการฟังเพลงของคนเปลี่ยนไป

ยุค ดิจิตอลดาวนด์โหลด ในเมื่อแผ่น CD มันขายไม่ได้ ค่ายเพลงก็ต้องปรับตัวมาขายแบบ ดิจิตอลดาวนด์โหลด ซึ่งดูจะเหมาะกับคนที่ชอบฟังเพลงแค่ไม่กี่เพลงของศิลปิน อัลบั้มหนึ่งอาจจะชอบแค่เพลงเดียว ก็โหลดไปฟังแค่เพลงเดียว ราคาก็ไม่แพงด้วย ซึ่งรายได้จากจุดนี้แม้จะไม่มากเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังดี พอเป็นช่องทางให้กับคนทำเพลงพออยู่ได้ในยุคที่คนไม่ค่อยนิยมเสียเงินเพื่อซื้อCDเพลงฟังอีกแล้ว

ยุค สตรีมมิ่ง เมื่อ มือถือ SMART PHONE กำลังเติบโตครองโลกแบบนี้ การฟังเพลงก็เปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีอีกรอบ จากที่เคยดาวน์โหลดเพลงมาฟัง ก็เปลี่ยนไปฟังบน App หรือเว็บสตรีมมิ่งแทน เพราะสะดวกกว่า ฟังฟรีก็มี จะเสียตังค์ก็ได้ถ้าอยากฟังแบบ VIP. ทำให้เว็บฟังเพลงเหล่านั้นเติบโตเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เช่น Spotify, JOOX, YouTube เป็นต้น

แม้ว่ารูปแบบการฟังเพลงของเราจะเปลี่ยนไป ก็ยังคงมีคนฟังเพลงกันอยู่ และแน่นอนว่า ศิลปินเองก็ต้องอยู่ได้ด้วย แม้ว่าการขายแผ่น CD จะไม่ได้เป็นที่นิยมเท่ายุคก่อนๆแล้วก็ตาม (แต่ก็ยังมีศิลปินที่ทำยอดขายหลักล้านแผ่นอยู่ในปัจจุบัน จะมาเขียนถึงในภายหลังครับ) แต่ก็อยากให้สนับสนุนศิลปินกันต่อไปในช่องทางหลักที่ ถูกลิขสิทธิ์ แม้จะเป็นการฟังเพลงฟรีจากสตรีมมิ่ง หรือเปิดดู MV. ใน YouTube ตัวศิลปินเองก็ยังพอจะได้ค่าโฆษณาเล็กๆน้อยๆอยู่บ้าง แม้ไม่มากแต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไร ซึ่งยอดวิว ยอดเข้าชม ก็อาจจะเอาไปของบโฆษณาหรือต่อยอดอื่นๆได้อีก ซึ่งศิลปินก็จะมีรายได้ และอยู่รอดได้ พวกเขาก็จะสามารถกลับมาทำเพลงดีดี ให้เราฟังได้อีก

ทั้งหมดนี้ แฟนเพลง คือผู้กำหนด ว่าอยากให้ศิลปินที่เรารักอยู่นานๆ มีเพลงใหม่ให้เราฟังเรื่อยๆหรือเปล่า การสนับสนุนแบบถูกลิขสิทธิ์ สามารถช่วยให้ศิลปินยืนหยัดอยู่ได้ในวงการเพลงต่อไป…

ฤดู(กาล)ใหม่ เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ทุกๆ ครั้งที่เห็นฤดูเปลี่ยนผัน คืนวันเปลี่ยนไป”

นี่คือท่อนแรกของ เพลง ฤดูใหม่ ของวง BNK48 ซึ่งเป็นเพลงที่ใช้ในการเปิดตัวของรุ่นที่ 2 นั่นเอง ที่มาพร้อมกับความน่ารักสดใส หากใครยังไม่เคยได้ชม MV. ก็แนะนำให้ไปดูกันได้เลยที่ลิ้งค์นี้ https://www.youtube.com/watch?v=A2VrbwgWjT0

ข้อควรระวัง ก็คือ ระวังโดนตก นะครับ เพราะน้องๆน่ารักมาก เอาล่ะวันนี้ไม่ได้จะมาคุยกันถึงเรื่อง BNK48 แต่จะมาพูดถึงเรื่องของ ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลใหม่ 2018-2019 ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในคืนนี้

แต่ก่อนจะมาพูดถึงคู่แรกพรีเมียร์ลีกคืนนี้ ก็ต้องย้อนไปสรุป ผลงานของทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมรักของผมก่อน เมื่อฤดูกาลที่แล้วจะบอกว่าประสบความสำเร็จก็คงไม่ใช่ เพราะไม่มีถ้วยแชมป์ใดติดมือเลย แม้ว่าจะได้เข้าชิง FA. CUP ก็ตาม แต่ก็พลาดแชมป์ไป และผลงานในลีกก็ได้แค่รองแชมป์ลีกด้วยเช่นกัน ถึงผลงานในลีกจะดีขึ้น แต่การไม่มีแชมป์ก็พูดยากว่าสำเร็จ เพราะทีมอย่าง แมนฯยูฯ คือต้องมีแชมป์เท่านั้น

ฤดูเปลี่ยน คืนวันก็เปลี่ยนไป เช่นเดียวกัน หลังการวางมือของป๋าเพอร์กี้ ทีมผีแดง ก็ตกต่ำลง กับทรงตัวไปเรื่อยๆ ยังไม่สามารถขึ้นมาครองแชมป์ลีกได้เลย ส่วนผลงานในยุโรปไม่ต้องพูดถึง เว้นก็แต่การได้แชมป์ยูโรป้าลีก เท่านั้นที่เป็นผลงานพอให้กล่าวถึงได้

ยิ่งฤดูกาลใหม่ กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว น้ามู ที่คุมผีแดง ก็ต้องเจอกับสารพัดปัญหา ทั้งนักเตะบาดเจ็บ และการเสิรมทัพที่ล่าช้า จนไม่สามารถหานักเตะชื่อดังมาเข้าทีมได้ทัน ซึ่งการเสริมนักเตะใหม่ แค่ 3 คน สำหรับทีมใหญ่แล้วเรียกว่าน้อยมาก กับปัญหา กองหลังที่ยังไว้ใจไม่ค่อยได้ ต้องบอกเลยว่า ฤดูกาลนี้ แฟนผี ต้องทำใจ รักษาอันดับ Top 4 ไว้ให้ได้ก่อนเป็นดี

แต่ก็ไม่แน่ บางทีเรื่องร้ายก็อาจจะกลายเป็นดี ก็หวังว่า น้ามู จะแสดงฝีมือ พาทีมประสบความสำเร็จได้ เพื่อให้คนยอมรับอีกครั้ง จากการทำทีมที่ไม่ค่อยพร้อมเช่นนี้ ไม่ใช่งานง่ายแน่นอน แต่ก็ต้องรอดู

คืนนี้ คู่เปิดสนามพรีเมียร์ลีก แมนฯ ยูฯ พบ เลสเตอร์ หากแฟนผีอยากหวังแชมป์ ก็ต้องผ่านนัดแรก กับสามแต้มแรกให้ได้ก่อน ต้องลองดูฝีมือน้ามู ว่าจะเอายังไง กับตัวผู้เล่นที่มี และรูปแบบการเล่นที่ไม่ค่อยจะถูกใจแฟนบอลเท่าไหร่ แต่สุดท้ายหากเก็บ สามแต้มแรกได้ แฟนคลับก็คงทำเป็นลืม และฉลองเฮฮา กันไป แต่หากทำไม่ได้ บางทีเก้าอี้น้ามูอาจจะเริ่มร้อนขึ้นมาอีกหลายองศา ตีสองคืนนี้เดี๋ยวได้รู้กัน…ผมในฐานะแฟนบอลผีแดง ก็ได้แต่ให้กำลังใจ ดั่งบทเพลงฤดูใหม่ ท่อนสุดท้าย ที่ร้องว่า..

ที่ปลายท้องฟ้าสีครามรออยู่ ถ้าพวกเราพร้อม ก้าวเดินไปด้วยกัน”