Reset

เมื่อทำงานมาถึงจุดหนึ่ง ผมก็เริ่มรู้สึกอิ่มตัวกับมัน อาจจะเพราะทำมานานแล้ว หรืออาจจะเพราะเป็นช่วงขาลงแล้วก็ตาม บางงานอายุอาจจะแค่ปีกว่าๆ แต่ว่าได้ลอง ได้สัมผัสมาแล้วไม่โดนใจ เริ่มเบื่อๆ หรือไม่ก็หมดความท้าทายไปแล้ว ก็อยากจะพักไว้ก่อน หรือบางงานก็อยากจะเลิกทำไปเลย

ใช่แล้วครับ…ผมรับงานฟรีแลนซ์เป็นหลัก และรับทำงานมาหลายๆอย่าง นับตั้งแต่ปี 2008 ทั้งงานรับซับมิท รับจ้างโพส ทำเน็ตเวิร์ค บล็อก เว็บบอร์ด รับทำเว็บไซต์ รับทำ SEO รับเขียนบทความ หรือ ขาย backlink และอื่นๆ เรียกว่าอาชีพออนไลน์ทำมาเกือบหมด ที่พอจะหาเงินได้ งานเล็ก งานใหญ่ งานฟรีก็ยังเคยรับทำมาแล้วครับ

ผ่านมา 8 ปี ผมเริ่มๆจะอิ่มตัวกับการเป็นฟรีแลนซ์แล้ว ก็เริ่มๆคิดว่าจะวางมือในงานบางงาน ที่เปิดรับมานาน เพราะเอาจริงๆลูกค้าก็ไม่ได้เยอะแล้ว อย่างงานโพส หรือ ซับมิท (เอาจริงๆก็ยังมีงานอยู่เรื่อยๆในแต่ละเดือน) แต่เป็นขาลงแล้ว ผมว่ามันก็ถึงเวลาที่ผมจะรับงานน้อยลง หรือหยุดรับงานไปเลยในเร็วๆนี้ ซึ่งใครที่อยากใช้บริการซับมิทไดเรคทอรี่ คงต้องรีบติดต่อเข้ามาหน่อยนะครับ ผมอาจจะประกาศหยุดรับงานเมื่อไหร่ก็ได้ในเร็ววันนี้

หรืออย่างงาน รับเขียนบทความ ซึ่งจริงๆผมชอบมาก ในช่วงปีกว่าๆที่รับงาน ได้เขียนบทความ ได้อะไรแปลกๆ ใหม่ๆ เพราะต้องค้นคว้าหาข้อมูลก่อนที่จะมาเขียนด้วย ทำให้ผมก็ได้ความรู้ไปด้วยในการรับงานมาเขียน แต่ก็นั่นละครับ บางครั้งเราก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ก็ไม่กล้ารับงาน อีกอย่างงานเขียนมันก็ต้องใช้เวลากว่าจะเขียนได้แต่ละบทความ บางคีย์เวิร์ดที่เขียนอาจจะเป็นเรื่องที่เราไม่ได้สนใจไม่ชอบ ไม่ถนัด ก็อาจจะเขียนได้ไม่ดีนัก ผมก็เลยคิดว่าจะเลิกรับเขียนบทความแล้วครับ

แต่ว่าจะหันไปเขียนเป็น อีบุ๊ค แทน เพราะเขียนแค่ครั้งเดียวแต่ขายได้ตลอด ไม่เหมือนกับการเขียนบทความ มันต้องเขียนใหม่อยู่เรื่อยๆ บางทีเรื่องเดียวกัน คีย์เวิร์ดเดียวกัน ก็ต้องปรับเขียนไม่ให้ซ้ำกัน ซึ่งมันเหนื่อยมาก ดังนั้น ผมคิดว่าเปลี่ยนไปเขียน เป็น e-Books น่าจะสนุกกว่า และเขียนในเรื่องที่เราชอบ เรามีความรู้ มันน่าจะดีกว่าครับ

งานฟรีแลนซ์อื่นๆ ก็ยัง โอเค อยู่ ก็ยังคงรับงานไปเรื่อยๆเหมือนเดิม แต่ก็ไม่แน่ ถ้าสถานการณ์เปลี่ยน อะไรก็เกิดขึ้นได้ครับ

เนื่องจากตอนนี้ผมก็เริ่มลงมือ กับโปรเจคใหม่ๆอยู่ เปรียบได้กับ การตั้งระบบใหม่ Reset เลือกทำในสิ่งที่ชอบ และบันดาลใจ และต่อยอดไปให้ถึงเป้าหมาย งานไหนที่อิ่มตัวแล้วก็ขอหยุด งานไหนที่ยังสนุกก็ทำต่อไป โฟกัสเป็นงานๆต่อยอดออกไปครับ

รวมถึงการหาอะไรใหม่ๆ มาทดลองไปด้วยเพื่อสร้างสีสันในการทำงาน นี่ก็ผ่านมาจะครึ่งปีอีกแล้ว หากใครที่ยังไม่ได้เริ่มอะไร ก็มาเริ่มตอนกลางปี 2016 นี้ ยังไม่สายนะครับ

สำหรับผม…เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

 

ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักลูกค้า

หากใครได้ชมภาพยนตร์ เรื่อง ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ มาแล้วก็อาจจะกลัวการเป็นฟรีแลนซ์ ไปเลยก็เป็นได้ เพราะการทำงานที่หนักมาก จนร่างการแทบพัง แถมยังโดนเร่งงาน ตามงาน ดีไม่ดีอาจจะตกงานไม่รู้ตัว หากทำงานไม่ได้มาตรฐานที่สูงอยู่ตลอดเวลา ไหนจะเรื่องความเหงา เพื่อนก็มีน้อย ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวสุดๆ ที่น่าเศร้าคือแฟนก็ไม่มี เพราะวันๆทำแต่งาน ไม่ค่อยได้เจอสาวที่ไหน

ถามว่าคนที่เป็นฟรีแลนซ์นั้น ทำงานหนัก และประสบปัญหาแบบในหนังจริงไหม?

ถ้าให้ตอบแบบผมที่ก็เป็นฟรีแลนซ์อยู่ด้วยละก็ ต้องบอกว่า จริงครับ”แต่ว่าจริงแค่ครึ่งเดียว ไม่ได้โหดร้ายเท่าในหนังหรอกครับ ต้องเข้าใจว่าในหนังนั้นต้องทำให้ดูเกินจริงไปบ้าง เพื่อความบันเทิง หากแต่ว่าชีวิตจริงนั้นไม่ได้โหดปานนั้น แต่บางอย่างก็จริง จนน่าคิด

ก็ขอแชร์เท่าที่เห็นในตัวอย่างหนังนะครับ ไม่สปอยล์ ในบางเรื่องบางมุม ผ่านตัวผู้เขียนเอง ผ่านประสบการณ์ฟรีแลนซ์ ที่ทำมาตั้งแต่ปี 2008 จนถึงปัจจุบันนี้

-การรับงาน จากที่เห็นในตัวอย่างหนังนั้น จะเห็นว่ามีผู้ช่วยคอยหางานมาป้อนให้ตลอดๆ ก็สบายดีพระเอกมีแค่หน้าที่ทำงานให้ทันเวลาก็พอ แต่ในชีวิตจริงผมไม่มีคนหางานมาป้อนให้ ก็ต้องหางานเอง ทำเว็บไซต์เพื่อรับงาน ทำแฟนเพจ เพื่อติดต่อลูกค้า ต้องวิ่งหางานเองทำงานคนเดียว ก็ต้องอาศัยประสบการณ์ ผูกมิตรกับลูกค้า ทำงานคุณภาพไว้ เพื่อให้ลูกค้าเก่ากลับมาจ้างต่อ และหาลูกค้าใหม่ๆมาเพิ่ม หากว่าได้ลูกค้าที่เป็นรายใหญ่หรือบริษัทส่งงานมาให้เรื่อยๆก็สบายไป เพราะทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีงานทำอย่างต่อเนื่องแน่นอน อย่างที่รู้ฟรีแลนซ์รายได้ไม่แน่นอน หากได้ลูกค้าดีดี ก็ควรทำงานให้ดีและมีคุณภาพเพื่อที่จะได้มีงานต่อมาเรื่อยๆนั่นเอง

-งานด่วนงานเร่ง แน่นอนว่าฟรีแลนซ์จะโดนเป็นประจำ งานด่วนมักมาในเวลาที่งานอื่นก็เร่ง ดังนั้นต้องจัดการกับเวลาให้ดี ต้องสรุปงานคุยงาน กำหนดการส่งงานให้ชัดเจน ไม่ควรส่งงานช้า และไม่ควรปล่อยให้งานตกค้างเยอะ เคียร์ได้ให้รีบเคียร์ไปเลย เพราะถ้าสะสมไว้มากๆและต้องมาส่งใกล้ๆกัน จะทำงานไม่ทัน อาจจะทำให้เสียงานได้

-ช่วงเวลาในการทำงาน จากในหนังจะเห็นว่าเพระเอกมักจะทำงานทั้งวันทั้งคืน นอนเกือบเช้า หรือไม่ก็ทำตลอดเวลา ยิ่งเป็นงานด่วน โดนเร่งมาก็ต้องรีบทำงานไม่ได้หลับได้นอน เพื่อส่งงานทันที ไม่ว่าเวลาไหนก็ตาม ซึ่งผมก็เคยทำงานตั้งแต่ตื่นนอนสายๆ ไปจนถึงตีสามตีสี่ แต่พอทำไปนานๆ อายุเริ่มเยอะ ก็ไม่สามารถจะทำแบบนั้นได้แล้ว ไม่ไหวครับ อดหลับอดนอนทุกวันๆ ร่างกายแย่มาก ปัจจุบันผมปรับการทำงานได้ดีขึ้น ทำกลางวัน กลางคืนพักผ่อน มีเวลามากขึ้น ได้ทำอย่างอื่นบ้าง เรื่องนี้ต้องปรับครับ เพราะงานทุกอย่างเราต้องรู้ตัวว่าทำได้แค่ไหน ใช้เวลาเท่าไหร่ ไม่จำเป็นต้องโหมงานหนักตลอดเวลาขนาดนั้น อยู่ที่เราจัดสรรเวลาให้ลงตัว

-ออกกำลังกาย 30 นาที ก็ต้องยอมรับว่าฟรีแลนซ์อย่างผมนั่งอยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์แทบทั้งวัน ไม่ค่อยได้ขยับตัว นั่นก็ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มเอาๆ ช่วงหลังก็เลยต้องหาเวลาออกกำลังกายบ้าง แต่ก็ยังไม่บ่อย ตอนนี้ก็พยายามปรับตารางเวลาในการออกกำลังกายให้ได้อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง และการเป็นฟรีแลนซ์ทำงานอยู่บ้านคนเดียว ไม่มีเพื่อนออกกำลังกาย วิธีออกกำลังกายที่ทำคนเดียวได้ดีที่สุดก็คือการวิ่งนี่ละครับ แต่ก็เล็งว่าจะซื้อจักรยานมาปั่นอยู่เหมือนกัน

-รักษามาตรฐานหน่อย ตกงานไม่รู้ตัว แม้ว่าจะเป็นคำพูดที่ดูแรง แต่ก็จริง คนเป็นฟรีแลนซ์จะมาทำงานลวกๆ ให้พอผ่านคงจะไม่ได้ ต้องรักษามาตรฐานให้ดีอยู่เสมอ ไม่ว่างานเล็ก งานใหญ่ เพราะถ้าพลาด งานหลุดมือ ก็เท่ากับไม่ได้เงิน ระบบก็จะเสียไปหมด ชื่อเสียงก็จะเสียไปด้วย ทำให้ลูกค้าน้อยลง เงินก็น้อย แน่นอนว่าส่งผลต่อรายได้และความเป็นอยู่คุณแน่ๆ อย่าลืมว่าคนเป็นฟรีแลนซ์ ไม่มีเงินเดือน แต่ค่าใช้จ่ายมีทุกเดือน ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่ากิน ค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมไปถึงต้องลงทุนบางอย่างเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ทำงานด้วย การรักษามาตรฐานงานให้ดี ก็เท่ากับเราได้ผลงานที่ดี ไว้เป็นผลงาน เพื่อให้ลูกค้าใหม่ๆได้เห็นและสนใจจ้างงานต่อไปด้วย

-ออกไปพักผ่อนบ้าง ชีวิตไม่ได้มีแต่การทำงานเพียงอย่างเดียว เราควรหาเวลาออกไปพักเพื่อชาร์จแบต ให้กับตัวเองด้วยเที่ยงท่อง เที่ยวชมความงามทางธรรมชาติหรือหนีไปพักร้อนเล่นน้ำทะเล อย่างที่รู้ๆกันฟรีแลนซ์ไม่มีวันหยุด ไม่เว้นแม้เสาร์อาทิตย์ แต่เราสามารถเลือกที่จะหยุดวันไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้นก็มีบางคนที่เลือกจะไม่หยุดเลย ทำงานทุกวัน นั่นไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก อย่างไรร่างกายคนเราก็ไม่ใช่เครื่องจักร ควรหาเวลาเพื่อพักผ่อนบ้าง

ชีวิตฟรีแลนซ์ถ้าเทียบกับที่ในตัวอย่างหนังเอามาบวกกับประสบการณ์ผู้เขียนเองก็เป็นประมาณนี้แหละครับ ในหลายๆเรื่องก็เป็นเรื่องจริง แต่บางอย่างก็ไม่ได้เป็นแบบในหนัง อาจจะด้วยอาชีพฟรีแลนซ์นั้นมีหลากหลาย ไม่ได้เป็นฟรีแลนซ์ในสายอาชีพเดียวกัน ประสบการณ์ที่พบเจอก็อาจจะแตกต่างกันไปบ้าง แต่หลักๆก็คงเป็นเรื่องงาน การทำงาน เวลาทำงาน ที่ดูจะคล้ายชีวิตจริงมากๆ

ฟรีแลนซ์ยุคนี้ มีอุปกรณ์ช่วยในการทำงานมากขึ้น และงานก็มีหลายแบบ ผมเองก็ทำงานฟรีแลนซ์ออนไลน์ ทั้งรับทำเว็บ โปรโมทเว็บ ทำการตลาดออนไลน์ และยังมีฟรีแลนซ์อาชีพอื่นๆอีกมากมาย ยุคนี้จึงเป็นยุคที่คนอยากออกมาทำงานอิสระกันมากขึ้น แต่ก็ต้องอยู่รอดให้ได้ด้วย ไม่ใช่ทุกคนจะเหมาะกับอาชีพฟรีแลนซ์ บางครั้งการเป็นมนุษย์เงินเดือนอาจจะเหมาะกับคุณมากกว่า ดังนั้นผมคงจะไม่ชวนให้ท่านออกมาทำงานเป็นฟรีแลนซ์หรอกนะครับ แต่หากใครที่อยากออกมาทำงานอิสระ เลือกงานที่ชอบ เลือกงานได้ เรียกเงินได้ตามที่ต้องการ ไม่ต้องมีเจ้านาย แต่ก็ต้องมีความรับผิดชอบที่สูงมากๆ ถ้าอยากทำงานอยู่บ้านแบบผม ก็ลองดูครับ เป็นฟรีแลนซ์ไม่ได้ยากอย่างที่คิด

เข้าสู่ปีที่ 8 บริการซับมิทไดเรคทอรี่ (สารบัญเว็บไซต์) หรือ Submit Web Directory

นับตั้งแต่ที่เริ่มหาเงินออนไลน์ในที่ปี 2006 เป็นต้นมาแต่กลับทำเงินไม่ได้ตามเป้าที่ตั้งใจไว้  กระทั่งมาถึง ปี 2008 ที่หันกลับมารับงานเป็นฟรีแลนซ์ออนไลน์แบบจริงจังเต็มตัว และเปิดรับงานผ่านทางเว็บบอร์ด ไทยเสียว นั่นคือจุดเริ่มต้นในการหาเงินออนไลน์แล้วทำรายได้แบบเป็นจริงเป็นจังครั้งแรกๆ โดยบริการแรกก็คือ การเปิดรับจ้างซับมิทไดเรคทอรี่ นั่นเอง หลังจากนั้น 1 ปี ก็หันมาเปิดเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ www.harrysubmit.com (แฮรี่ซับมิทดอทคอม) เพื่อรับงานซับมิทไดเรคทอรี่และบุ๊คมาร์ค แบบเต็มตัว

ซึ่งหากนับระยะเวลาตั้งแต่ที่เริ่มโพสรับงานในบอร์ดไทยเสียว  13 มิ.ย. 51 มาถึงปีนี้ 13 มิ.ย. 58 ก็จะครบ 7 ปีเต็มและก้าวสู่ปีที่ 8 แล้วนั่นเอง

ผมยังจำได้ว่างานแรก เป็นงานที่รุ่นพี่ส่งมาให้ ซึ่งก็เป็นงานที่ผมได้รับเงินครั้งแรก 500 บาท ในตอนนั้น และก็เริ่มมีงานต่อๆมาแบบค่อยเป็นค่อยไป จนสามารถทำรายได้หลักหมื่นต่อเดือน มากบ้างน้อยบ้างสลับกันไป (ในเวลานั้นงานราชการยังเดือนละ 7500 บาท อยู่เลยครับ)

นอกจากบริการซับมิทสารบัญเว็บไซต์แล้ว ก็มีบริการซับมิทบุ๊คมาร์ค อีกอย่างในตอนนั้น ผมก็ขยายบริการตามกระแส อย่างบริการ รับจ้างโพสเน็ตเวิร์ค เพราะตอนนั้นผมลงทุนทำเน็ตเวิร์คใช้เองและเอาไว้เปิดบริการโพสด้วย ซึ่งต้องบอกว่ามีเยอะเลย และสิ่งที่เป็นผลพลอยได้จากการทำเน็ตเวิร์คส่วนตัวอีกอย่างก็คือ การขาย Backlink นั่นเอง ซึ่งก็ช่วยทำรายได้เพิ่มขึ้นได้ดีทีเดียวในช่วงปี 2010

มาช่วงปี 2011 ก็เริ่มเปิดบริการ รับทำ SEO แบบไม่รับประกันอันดับด้วย รวมถึงบริการ โพสเว็บบอร์ด ซึ่งเริ่มเป็นที่นิยมในช่วงเวลาหนึ่งฮิตกันมาก แม้ปัจจุบันจะไม่ค่อยนิยมมากแล้ว แต่ก็ยังมีคนใช้บริการโพสอยู่บ้างเรื่อยๆ

สาเหตุที่บริการ โพสเน็ตเวิร์คส่วนตัวและโพสเว็บบอร์ด ไม่เป็นที่นิยม เพราะการเปลี่ยนแปลงของอัลกอริทึม Google นั่นเอง ที่ทำให้เว็บไซต์มีปัญหา และถูก deindex จนเว็บเน็ตเวิร์คตายไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการลงทุนทำเน็ตเวิร์คจึงไม่คุ้มค่าอีกต่อไป เว้นแต่ว่าคุณจะมีทุนเยอะ สายป่านยาว จึงจะทำเน็ตเวิร์คส่วนตัวใหม่ได้เรื่อยๆ แต่มันก็เข้าตำราหนูถีบจั่น ซึ่งสุดท้ายก็ไม่คุ้มค่าที่จะทำในระยะยาวอยู่ดี

เว็บคุณภาพเท่านั้นจึงจะสามารถอยู่รอดได้อย่างแท้จริง การปรับตัวของเน็ตเวิร์คส่วนตัวจึงเปลี่ยนไปมากในปัจจุบันเพราะหากไม่ทำเว็บคุณภาพก็จะต้องถูกแบนในสักวันหนึ่งแน่นอน

การเดินทางมาไกลถึง 7 ปี ของบริการ Submit Directory ก็ถือว่านานมากแล้ว และยังคงเดินหน้าเปิดบริการต่อไป หากยังมีลูกค้าใช้บริการอยู่

บริการต่างๆ เหล่านี้ยังคงเปิดบริการอยู่ แม้ว่าจะปรับเปลี่ยนไปบ้างตามกาลเวลาก็ตาม
- บริการซับมิทไดเรคทอรี่ไทย + ไดเรคทอรี่ฝรั่ง
-บริการซับมิทบุ๊คมาร์ค
-บริการ รับจ้างโพส เว็บบล็อก หรือ โพสเน็ตเวิร์คส่วนตัว
-บริการ รับจ้างโพสเว็บบอร์ด
-บริการ ติด Backlink หรือ ขาย Backlink Text link นั่นเอง
-บริการ รับทำ SEO ราคาถูก หรือ บริการ รับทำ SEO แบบรับประกันอันดับ

ส่วนบริการอื่นๆในอนาคตก็อาจจะมีการ เปิดบริการใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาครับ อันนี้ต้องติดตามให้ดี ที่เว็บ harrysubmit.com หรือ ที่บล็อก www.harry.in.th แห่งนี้

สุดท้ายนี้ ก็ต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้โอกาสและสนับสนุนบริการต่างๆด้วยดีตลอดมา ผมก็จะพยายามทำงานคุณภาพ เพื่อให้สมกับที่ทุกท่านไว้วางใจในบริการของเรา ขอขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างสูงครับ…HARRY.