โลกออนไลน์ โตไวกว่าที่คิด ถ้าไม่ตามติด ก็อาจจะตามไม่ทันโลก

โลกออนไลน์หมุนเร็วมากทุกวันนี้ มีอะไรใหม่ๆให้เราได้เล่น ได้ติดตามมากมาย แต่ของเก่าที่ยังดีก็มีอยู่ เราก็ไม่ควรทิ้งของเก่าไปเลย แค่ไม่ยึดติดมากเกินไป ในขณะที่มีของใหม่มาก็ไม่ใช่ ไม่สนใจเลย แต่ให้ควรศึกษาติดตาม ความเป็นไป เพราะไม่มีอะไรแน่นอนในยุคนี้

Blog (WordPress เป็นหนึ่งในโปรแกรมที่นิยมสร้าง Blog) ที่เคยนิยมมากอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ตอนนี้ก็นิ่งๆกันไปเยอะ มีแต่บล็อกดังๆที่ยังคงทำการเขียนบทความใหม่ๆ และยังขยันอัพเดทอยู่ แต่ส่วนใหญ่เป็น Blog เหงาๆ หรือบล็อกที่ตายแล้ว

แต่ผมก็ไม่อยากให้ทิ้ง Blog ไปเลย เพราะเนื้อหาที่เป็นตัวหนังสือ เป็นบทความก็ยังคงสำคัญอยู่ ยิ่งเป็น blog ที่เราสร้างขึ้นเอง ลงทุนเช่าโฮส จดโดเมน เอง ยังไงก็มั่นใจว่า ข้อมูลจะไม่หายไป หรือโดนปิด ยกเลิกไป แบบในกรณีที่ไปฝากไว้กับบล็อกฟรีทั่วๆไป

Blog ยังคงสามารถ ลงเนื้อหาทั้งรูปแบบบทความ รูปภาพ และสื่ออื่นๆได้ ซึ่งให้รายละเอียดได้เต็มที่ รวมถึงยังเหมาะกับ การทำ SEO ง่ายต่อการค้นเจอใน Google Search ด้วย

แต่ข้อเสีย คือ Blog โตช้า ต้องใช้เวลาในการทำ Contents และโปรโมต คงต้องอาศัยความอดทนในการ เขียนบทความ และสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพจริงๆ จึงจะเกิดแฟนคลับที่ตามอ่านบล็อกได้ในระยะยาว

Facebook ผมว่าเป็นโซเชียล ที่นิยมกันมากที่สุดแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงพีคสุดๆด้วย จะว่าไปใครที่เริ่มเล่น หรือเริ่มต้นสร้าง แฟนเพจ Facebook ตอนนี้ก็สามารถเติบโตได้ในข้ามคืน หากว่าเรื่องนั้นอยู่ในกระแส การจะมีการกดไลค์ และกดแชร์ สูงมากทีเดียว

เหตุผลง่ายๆ ก็เพราะว่าพวกเราส่วนใหญ่ ก็มี Facebook กันแทบทุกคน ดังนั้น เมื่อมีอะไร ตูม!! ก็พากันไปดู ไปแชร์ ก็สามารถทำให้เพจดังได้เร็วเช่นนั้นเอง

ถึงแม้เพจบางเพจอาจจะไม่ได้ดังเร็วมาก แต่ก็ค่อยๆสะสมยอมคนกดไลค์เพจไปได้เรื่อยๆ เพราะอย่างที่บอกไป ว่าคนส่วนใหญ่เล่น Facebook อยู่แทบทุกวัน วันหนึ่งเขาอาจจะมาเห็นเพจเราและสนใจติดตามเพจ กด Link เพจได้ ทำให้ แฟนเพจค่อยๆโตในที่สุด กลุ่มคนที่เล่น Facebook จะเป็นวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ซะมากกว่า ก็เป็นอีกช่องทางที่น่าสนใจของนักการตลาดที่ต้องรู้

ข้อดีของ Facebook คือ โตได้เร็วและไปได้เรื่อยๆ ข้อเสียคือ การแสดงผลเนื้อหาค่อยข้างน้อย อาจจะต้องยอมลงทุนจ่ายเงิน เพื่อให้คนที่ติดตามได้เห็นโพสได้ถี่ขึ้น และโซเชียล เป็นอะไรที่ไม่แน่นอน เราไม่รู้ว่าจะมีอะไรใหม่ๆมาแทนอีกหรือเปล่า หรือ Facebook จะอยู่อีกนานแค่ไหน บทเรียนจาก Hi5 คงเป็นข้อคิดเตือนใจได้เสมอสำหรับคนเล่นโซเชียล แต่อย่างไรก็ตามเวลานี้ มันยัง O.K. อยู่ ก็เล่นกันต่อไปครับ

YouTube ก็นับว่าเป็น โซเชียลมีเดีย อย่างหนึ่งได้ แต่เน้นไปที่ วีดีโอ เป็นหลัก ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ คนเริ่มหันมาสนใจ YouTube มากขึ้น เพราะมี ช่องมากมาย รวมถึงรายการที่หลากหลาย สามารถเลือกชมได้ตามที่ตัวเองสนใจ

จนมีกระแสว่า ช่อง T.V. ออกมาโวยวาย ว่าแย่งคนดู ด้วย ช่องทีวี ต้องประมูลในราคาที่สูงกว่า ช่อง YouTube ที่ใช้แค่ อินเตอร์เน็ต ลงทุนต่ำกว่ามาก แต่ก็นั่นละครับ ของอย่างนี้อยู่ที่การปรับตัว และการสร้างสรรค์ผลงาน ถ้าของดีจริง เผยแพร่ที่ไหน คนก็ตามไปดู

พอจะมองเห็นอนาคตไหมครับ ว่า YouTube กำลังจะเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน แค่ตอนนี้ก็โตอยู่แล้ว แต่ผมมองว่ามันยังจะโตมากกว่านี้ได้อีกเยอะเลย เพราะคนเลือกที่จะหันมาดูวีดีโอ มากขึ้น ภาพชัดเจนระดับ HD มีความหลากหลาย ที่สำคัญ มีอุปกรณ์รองรับมากขึ้น ไม่ใช่แค่ดูในคอมพิวเตอร์ การดูในมือถือก็เติบโตมากขึ้นเช่นกัน รวมไปถึง อินเตอร์เน็ตที่นับวันจะแรงมากขึ้น ในราคาที่ถูกลง

ทำให้การเข้าชมวีดีโอ ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ที่มักจะโหลดช้า ภาพไม่ชัด ไม่รองรับบนมือถือ ค่าอินเตอร์เน็ตก็แพง แต่อนาคตมันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทุกอย่างจะดีขึ้น รองรับ การชม YouTube มากขึ้น อุปกรณ์ และอินเตอร์เน็ตจะถูกลง

คนจะหันมาสร้าง Contents บน YouTube เยอะขึ้น และคนที่เข้าชม วีดีโอ ก็จะมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ รวมถึงผู้ปกครองด้วย

บทสรุป

“เราติดตามแค่ 3 โลก นี้ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ไม่ตกเทรน รับรู้ข้อมูลข่าวสาร และสร้างธุรกิจได้จากทั้งสามช่องทางได้อีกด้วย โดยการเชื่อง       3 โลก YouTube, Blog, และ Facebook เข้าด้วยกัน เช่น”

# เราสร้าง วีดีโอ แนะนำสินค้า บน YouTube

# เราสร้าง Blog เพื่อให้ข้อมูล เนื้อหา รายละเอียดสินค้า และนำ วีดีโอ ที่ทำใน YouTube มาใส่ใน บล็อกเราได้ด้วยเพื่อสร้างความน่าสนใจ และปิดการขายที่นี่

# เราสร้าง Facebook แฟนเพจ ขึ้นมาเพื่อให้ข้อมูลข่าวสาร สื่อสารกับลูกค้าได้เร็วรวด และ แชร์ เนื้อหาใน Blog ของเราเพื่อ ให้ลูกค้าเห็นข้อมูลสินค้าใหม่ๆ ทำให้เกิดการติดตามคลิกเข้าไปอ่าน รายละเอียดที่ Blog และตามไปดู วีดีโอ ในช่อง YouTube วนไป

แต่ผลที่ได้ คือ ความหลากหลาย ความน่าเชื่อถือ และมันน่าสนใจ จะเห็นว่า โซเชียลรุ่นเก่าอย่าง Blog ก็ยังทรงพลังในแบบของตัวมันเอง ในขณะที่ เราใช้โซเชียลที่แรงๆอย่าง Facebook ช่วยเร่งกระแสช่วยทำการตลาดได้ และช่อง YouTube ที่เป็นส่วนของวีดีโอ ก็ทำให้ภาพสินค้าชัดเจนขึ้น เมื่อเป็นภาพเคลื่อนไหว สุดท้าย ก็ทำให้การตัดสินใจ ของลูกค้าง่ายขึ้นด้วย โซเชียลทุกอย่างช่วยในการทำตลาดได้เป็นอย่างดี

แม้ว่า โซเชียล จะมีมากกว่านี้  อีกเยอะ แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องทำทุกช่องทาง เลือกทางที่เหมาะสมกับตัวเองดีที่สุด และให้มันสามารถเชื่อมต่อโลกเป็นหนึ่งเดียวกันได้ยิ่งดี

ก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย ที่จะทำให้มองเห็น โลกออนไลน์ ว่ามันทำอะไร ยังไงได้บ้าง และเราผู้ใช้โซเชียล จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้ได้อย่างไร ก็ลองเอาไปคิด เอาไปใช้ต่อยอดธุรกิจ และอื่นๆ ตามสบายครับ

 

SEO และถิ่นที่อยู่

ไม่ค่อยได้พูดถึง SEO มาเสียนาน นี่ก็จะสิ้นปี 2016 กันแล้ว ก็อยากจะมาพูดถึงและสรุปเหตุการณ์เกี่ยวกับ SEO ในปี 2016 กันสักหน่อย ซึ่งเป็นปี ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบๆ แต่ดูแล้วทิศทางที่จะทำอันดับจะยากขึ้นแน่ในปี 2017

การทำอันดับ : ในรอบปี 2016 ที่ผ่านมานั้น ต้องยอมรับเลยครับว่าปั่นอันดับขึ้นมายากมากใน คีย์เวิร์ด ภาษาไทย ทั้งที่ก่อนหน้านั้นจะทำแล้วติดอันดับได้เร็ว โดยเฉพาะการทำอันดับกับเว็บไซต์ แต่ในตอนนี้ ปรับแก้ on page ก็แล้ว เสริมลิ้งค์ก็แล้ว บางทีขยับไม่เท่าไหร่เลย

แต่ คีย์เวิร์ดภาษาไทย กลับไปทำอันดับได้ดีกับ แฟนเพจเฟชบุค ซะอย่างนั้น ติดทน ติดนานด้วย คือ ปกติผมจะไม่ค่อยถนัดทำ SEO บน facebook เท่าไหร่ แต่ก็สามารถทำได้ ก็เลยคิดว่า ถ้าใครลองทำอันดับคีย์เวิร์ดภาษาไทยกับเว็บไซต์แล้วไม่รุ่งก็ลองไปทำ page facebook ดูบ้างก็น่าสนใจนะครับ หรือทำควบคู่กันไปเลย ติดอันดับสักที่หนึ่ง ก็ขายของได้แล้วครับ ดีไม่ดีขึ้นมาคู่กันก็ครองหน้าแรกสองอันดับไปเลยนะครับ

คีย์เวิร์ดภาษาอังกฤษ ก็ทำอันดับได้บ้าง ทั้งที่เมื่อก่อนผมแทบจะไม่ค่อยทำอันดับกับคีย์เวิร์ดภาษาอังกฤษได้เลย แต่ปีนี้ก็ทำติดอันดับ Top 3 ซึ่งเป็นอันดับ Top ต้นๆเลย หลายคีย์เวิร์ดอยู่พอควร รวมถึงอันดับที่ขึ้นมาเกือบๆหน้าสอง หน้าแรก ก็อีกหลายคีย์เวิร์ด นับว่าเป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะคีย์เวิร์ดภาษาอังกฤษ ใครได้ลองทำจะรู้ว่ามันหินมาก การแข่งขันทั่วโลก กว่าจะดันอันดับได้ไม่ใช่มาง่ายๆ แต่พอเห็นว่าเริ่มทำอันดับได้บ้าง ก็ดีใจครับ

การรักษาอันดับ : คีย์เวิร์ดเก่าๆ ที่เคยทำอันดับได้ เริ่มมีอันดับตกลงมาให้ได้เห็นกันบ้างแล้ว บางคีย์เวิร์ดตกมาก บางคีย์เวิร์ดตกน้อย แต่ก็ยังพอจะดันกลับไปได้บ้าง และที่น่าหวั่นก็คือมีบางคีย์เวิร์ดตกนานมาก ดันเท่าไหร่ก็ยังไม่กลับ ทั้งที่รูปแบบการทำ SEO ก็ไม่ได้ต่างจากคีย์เวิร์ดอื่นๆเลย

ส่วนคีย์เวิร์ดใหม่ๆ หากทำอันดับขึ้นได้เร็ว หรืออยู่อันดับต้นๆ ในหน้าแรกกูเกิล ก็ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องอันดับ ก็จะยังคงอยู่นิ่งต่อเนื่องไปได้

แต่อันดับระหว่างการทำงาน ที่จะขึ้นมาหน้าสอง หน้าแรก อันดับจะไม่ค่อยนิ่ง มีขึ้น มีลง ได้ตลอดเวลา จริงอยู่ที่อันดับไม่นิ่งด้วยหลายๆสาเหตุ เช่น จากการอยู่ระหว่างทำ seo อยู่ด้วย / การปรับอันดับของ search / การปรับอัลกอริทึม เป็นต้น ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การทำอันดับเป็นไปได้ลำบากขึ้น หากผ่านจุดนี้ไปได้อันดับก็จะนิ่งมากขึ้นครับ พยายามดันให้ไปติด Top 20 ให้ได้ก่อน ค่อยก้าวต่อไปเพื่อติดหน้าแรกอีกที

พาอันดับกลับมา : งานหนักจริงๆครับ กับการพาอันดับกลับบ้าน มีคีย์เวิร์ดที่ทำอันดับได้แล้ว แต่กลับอันดับหลุดหายไป ซึ่งกว่าจะพาอันดับกลับมาได้ ต้องใช้เวลานานมากหลายเดือนทีเดียว กลับมาได้แล้วบางทีก็มาได้แค่หน้าสอง หน้าสาม ยังไม่ถึงเป้าหน้าแรกด้วยอะไรก็ไม่รู้ บางทีกลับมาแล้วก็หายไปอีก มีคีย์เวิร์ดที่อาการแบบนี้อยู่ 2 คีย์เวิร์ดที่เจอในปีนี้ ไม่แน่ว่าปีหน้าจะเป็นเช่นไร

ก็ยังต้องหาทางแก้กันต่อไปครับ ผมบอกเลยการทำ SEO มีความเสี่ยง ไม่แพ้การลงทุนอื่นๆ ถ้าติดอันดับได้ก็ เฮ… แต่ถ้าอันดับหลุดยาวก็ โฮ…

ต่อให้เทคนิคและวิธีการเดียวกัน ก็ไม่อาจการันตีว่ามันจะจบสวยเหมือนกันทุกๆคีย์เวิร์ด ดังนั้นหากจะเลือกทางสาย SEO ก็ต้องเผื่อใจไว้บ้างนะครับ

แต่ไม่ว่าอย่างไร โอกาสสำเร็จมันก็ยังเยอะกว่า คีย์เวิร์ดที่ทำอันดับติดหน้าแรก Google มีมากกว่าคีย์เวิร์ดที่จะหาอันดับไม่เจอ เพราะต่อให้เราไม่ทำ SEO อันดับคีย์เวิร์ดเว็บไซต์นั้นๆก็แทบจะหาไม่เจออยู่แล้ว จะไปกลัวอะไรกับการทำ SEO จริงไหมครับ…ไม่ลองก็ไม่รู้

ทำการตลาดออนไลน์ สร้างแบรนด์ และทำ SEO

การตลาดออนไลน์ในศตวรรษที่ 21 ในยุคนี้ใครๆก็ทำธุรกิจออนไลน์กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเถ้าแก่ หรือหนุ่มสาว ยุคใหม่ ต่างก็ให้ความสนใจในโลกอินเตอร์เน็ตกันมากขึ้น ธุรกิจไม่ได้อยู่แค่การเปิดหน้าร้าน ตลาดนัด อีกต่อไป แต่กำลังถูกยกขึ้นมาสู่โลกออนไลน์แบบเต็มตัว ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่าง สมาร์ทโฟนแท็บแล็ต ค่ายต่างๆ ทำให้คนยุคนี้ สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ง่ายๆ และการมาของ โซเชียลมีเดีย ต่างๆ โดยเฉพาะ Facebook , Twitter , Instagram , Youtube เป็นต้น ช่วยในการส่งเสริมการขาย สร้างแบรนด์ และแฟนคลับของร้านได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงการปิดการขายใน Search อย่าง Google โดยการทำ SEO ก็เป็นอีกช่องทางที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เช่นกัน

การทำการตลาดออนไลน์ มีด้วยกันหลายช่องทาง แต่หลักๆที่ผู้เขียนนิยมทำอยู่ คือ การสร้างแบรนด์ โดยใช้โซเชียลมีเดีย อย่าง Facebook Page กับ การทำ SEO เป็นหลัก เพราะตอบโจทย์ได้ดีที่สุดสำหรับผู้เขียนเอง ก็เลยอยากแนะนำครับ

การจะเริ่มต้นทำธุรกิจออนไลน์นั้นผมก็อยากจะแนะนำว่าควรจะมีการสร้างบล็อกหรือเว็บไซต์ ด้วย เพื่อจะได้ดูมีความน่าเชื่อถือ และเพื่อแนะนำสินค้าบริการ ปิดการขาย ที่เว็บไซต์หรือบล็อกของเราเอง แต่บางคนอาจจะอยากทดลองตลาด โดยการสร้าง Facebook Page มาก่อน เพื่อดูกระแส แล้วค่อยมาทำเว็บไซต์ ก็ไม่ว่ากันครับ แล้วแต่เลย สำหรับผมเองนั้น จะใช้การสร้างบล็อกเป็นหลักก่อนครับ แล้วค่อยสร้างเพจเฟชบุ๊กขึ้นมาเพื่อทำการโปรโมทสร้างแบรนด์อีกทีหนึ่ง

การสร้างแบรนด์ โดยเลือกใช้ Facebook Page เพราะง่าย คนไทยส่วนใหญ่ก็จะเป็นสมาชิก Facebook และเล่น Facebook กันเยอะ แทบทุกคนจะต้องมีรหัสเฟชบุ๊กกันทั้งนั้น ไม่เชื่อลองถามเพื่อนคุณดูสิครับ ว่าเล่น Facebook ไหม?

การสร้าง Facebook Page ก็ไม่ยาก และคนที่สนใจเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการก็จะมากดไลค์ติดตามเพจได้ง่าย ยิ่งมีคนมา Like มาก ก็ยิ่งดังเป็นกระแส คุณก็จะมีโอกาสได้ลูกค้ามากขึ้นจากตรงนั้น แต่ก็ต้องระวังเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าสร้างเพจเพื่อมาขายของอย่างเดียว ที่สำคัญคือเนื้อหา ข้อมูล ความรู้ ก็ควรอัพเดทอย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน เพราะคนที่มาติดตามหรือมาไลค์เพจ บางคนไม่ได้สนใจสินค้าเรา แต่สนใจเนื้อหาในเพจเรา ซึ่งไม่แน่เขาอาจจะมาเป็นลูกค้าในอนาคตเราได้ ดังนั้นก็ควรใส่ใจในเนื้อหาด้วยเช่นกัน

Facebook Page จะเป็นช่องทางที่ลูกค้าเข้าถึงได้ง่าย สามารถคุยโต้ตอบได้ตลอด แทบจะทันที และที่ดีคือ เราไม่ควรปล่อยให้คนที่อยู่ในเพจเข้ามาแล้วออกไปเฉยๆ เราควรส่ง คนใน Facebook Page ไปที่ บล็อก หรือ เว็บไซต์ เราด้วย เพราะเราไม่รู้หรอกครับ ว่า Facebook Page จะอยู่กับเราได้นานแค่ไหน แต่ เว็บไซต์หรือบล็อกของเรานั้น จะอยู่กับเราไปอีกนานหรือจนกว่าเราจะเลิกทำมัน เราจะอาศัย Facebook Page ช่วยในการโปรโมท เว็บไซต์ และบล็อก ของเราให้คนจดจำแบรนด์ของเราไปด้วย

เมื่อ Facebook Page ช่วยดึงคนมาเข้าเว็บไซต์และบล็อกเราได้ ด้วยการสร้างแฟนและสร้างแบรนด์

การทำ SEO ก็เป็นการช่วยเร่งให้การปิดการขายบนเว็บไซต์และบล็อกของเราได้เช่นกัน หากแต่ว่าการจะมาเล่นสาย SEO นั้นไม่ง่ายนัก เพราะด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง ทางการเลือกคีย์เวิร์ดที่จะทำอันดับ เว็บไซต์ ที่ต้องออกแบบให้รองรับการทำ SEO คู่แข่งที่เป็นเจ้าที่เก่าและหน้าใหม่ในตลาดที่เกิดขึ้นมาตลอด และที่สำคัญระยะเวลาในการทำอันดับกว่าจะได้มานั้นไม่ง่ายเลย ยิ่งคีย์เวิร์ดยากๆที่มีการแข่งขันกันสูงๆ ต้องใช้เวลาหลายเดือน หรือหลายปีก็มีครับ กว่าจะขึ้นมาติด Top 10 หน้าแรกบน Google ได้

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า seo นั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการปิดการขายให้เราได้ เพราะคิดดูนะครับว่า คนที่ค้นหาข้อมูลส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็มักจะใช้ Google ค้นหาข้อมูลทั้งนั้น ไม่ว่าจะหาข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบราคา ดูความน่าเชื่อถือ หรือเพื่อต้องการจะซื้อสินค้านั้นๆ ยิ่งเป็นคีย์เวิร์ดที่มีผลต่อการซื้อขายด้วย โอกาสในการที่คนจะคลิกเข้ามาที่เว็บเราแล้วซื้อสินค้าเลยก็มีโอกาสมากเช่นกัน

อยู่ที่คีย์เวิร์ด เราจะไปติดในอันดับที่เท่าไหร่ แต่อย่างน้อยๆผมว่าต้องติด Top 10 หรือให้ดี Top 5 , Top 3 ไปเลย ถ้าใครได้ Top 1 ก็รวยครับบอกเลย ยังไงคนก็สนใจคลิกเว็บที่ติดอันดับต้นๆก่อนอยู่แล้ว คนที่ติดอันดับหลังๆนี่ก็ต้องรอคิวต่อไป แต่ก็ใช่ว่าคนที่ติดอันดับแรกจะปิดการขายได้เสมอไป บางคนลูกค้าอาจจะสนใจเว็บที่ติดอันดับ 5 ก็ได้ เพราะสินค้าและราคาโดนใจกว่า ก็แล้วแต่ดวงด้วยครับ แต่ที่แน่ๆ ทำให้คีย์เวิร์ดเว็บไซต์คุณติดหน้าแรกไว้ก่อนโอกาสในการปิดการขายก็มากกว่าเว็บที่ไม่มีอันดับเลยครับ

จะเห็นได้ว่า ผมเน้นการทำการตลาดออนไลน์หลักๆคือ ต้องมี บล็อก หรือ เว็บไซต์ และใช้วิธีการสร้างแบรนด์จากการทำ Facebook Page เพื่อส่งคนมาที่เว็บไซต์หรือบล็อกเราอีกที กับการทำ SEO ซึ่งจะได้คนจากการ Search google ในกรณีที่คีย์เวิร์ดเว็บไซต์เราติดอันดับในหน้าแรกๆของ google และจะมีโอกาสปิดการขายได้เร็วกว่า

วิธีการทำการตลาดอื่นๆ ก็ยังมีอีกมายทั้งโซเชียลมีเดียและอื่นๆ แต่ในที่นี้ ผู้เขียน ขอแนะนำดังที่กล่าวไป เพราะได้ทดลองด้วยตนเองแล้วเห็นผล ก็เลยนำมาบอกเล่าเท่านั้นเองครับ หากใครมีวิธีเด็ดๆก็สามารถเมลมาแนะนำได้นะครับ ยินดีรับฟังเสมอ