10 ปี กับเส้นทาง บริการซับมิทไดเรคทอรี่ และบริการรับจ้างโพสต่างๆ

เดือนมิถุนายน 2008 คือช่วงที่ผมเริ่มรับงานอย่างเป็นทางการ เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการ เป็น ฟรีแลนซ์ ของผมเลยก็ว่าได้ กับงานแรกๆ คือเปิดบริการ รับจ้างซับมิทไดเรคทอรี่ และบริการซับมิทบุ๊คมาร์ค ก่อนที่จะต่อยอดมาเป็น โพสการโพสเว็บเนตเวิร์ค รับจ้างโพสเว็บบอร์ด ในช่วงต่อมา ปีนี้ ปี 2018 ก็ถือว่าครบรอบ 10 ปีเต็มๆ สำหรับการเปิดบริการนี้ และผมก็คิดว่าถึงเวลาแล้ว ที่จะยุติบริการซับมิทลงในเดือนนี้ เช่นเดียวกัน

เอาจริงๆ ผมเริ่มรู้จักวงการหาเงินในอินเตอร์เน็ต (แบบที่หาเงินได้จริงๆนะ) ในปี 2006 หรือ ปีที่เรียนจบมหาลัยพอดี เป็นช่วงที่เริ่มออกหางาน แต่ก็มารู้จักวงการนี้จากหนังสือสอนหาเงินออนไลน์ และได้มารู้จักเว็บบอร์ดที่พูดคุยในการหาเงินออนไลน์ และมาจบที่เว็บบอร์ด TSB นั่นเอง (เล่าแบบย่อๆ)

และที่บอร์ด TSB หรือ ที่เรารู้จักกันในชื่อ บอร์ดไทยเสียว ผมได้เริ่มต้นเปิดกระทู้รับบริการ ซับมิทไดเรคทอรี่ขึ้น ก่อนที่จะต่อยอดมาสู้เว็บไซต์ harrysubmit.com ในปัจจุบัน

ในยุคนั้น ปี 2008 ในช่วงเริ่มต้น ก็ล้มลุกน่าดู กว่าจะได้ลูกค้า กว่าจะปิดงานได้ลำบากมาก เพราะไม่มีคอม ไม่มีเนต ที่บ้าน ต้องไปทำงานตามร้านอินเตอร์เน็ต เคยแอบเข้าไปทำในมหาลัยเก่าด้วย แต่ก็นั่นแหละ เป็นช่วงเริ่มต้น

ก่อนที่ปี 2009 จะออกมาทำงานฟรีแลนซ์ รับซับมิทแบบเต็มตัว ก็เคยทำงานประจำไปด้วย รับงานไปด้วยมาก่อน ไปอาศัยใช้คอมบ้านเพื่อนบ้าง ทำงานส่งลูกค้า

ปี 2010-2014 ถือว่า เป็นช่วงที่ดีในการทำงาน เพราะมีห้องทำงาน มีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง แล้ว แต่ว่าก็ยังทำงานที่บ้านเพื่อนอยู่นะ ช่วยแชร์ค่าไฟ ค่าเน็ต มีโปรเจคต่างๆมากมายร่วมกันทำงาน นับว่าเป็นช่วงที่สนุกที่สุด ในการทำงานออนไลน์เลยทีเดียว งานซับมิท งานโพส บูม มากๆ ในเวลานั้น

ปี 2015-ปัจจุบัน ความนิยมในการใช้บริการ ซับมิทไดเรคทอรี่ เริ่มน้อยลง รวมถึงบริการโพสด้วย เนื่องจาก บริการรับทำ SEO และการเติบโตของ Facebook คนหันไปสนใจบริการทำ SEO มากกว่า เพราะเน้นผลอันดับชัดเจน ในขณะที่บริการซับมิทหรือรับจ้างโพส เป็นแค่ส่วนหนึ่งในการทำ SEO เท่านั้น แถมยังหวังผลไม่ชัดเจน เป็นแค่การเพิ่ม Backlink เท่านั้นเอง

อีกทั้งการเติบโตของ Facebook ที่คนนิยมเล่นกันเยอะอยู่แล้ว ทำให้ได้กลุ่มลูกค้าที่เร็วกว่า ไลค์ แชร์ โต้ตอบ ขายของได้ นั่นทำให้ การโปรโมทเว็บ ด้วยวิธีเดิมๆเริ่มตายไป ตามกระแสที่รวดเร็วของโลกออนไลน์

แม้ว่า บริการไดเรคทอรี่ หรือ บริการรับจ้างโพสเว็บบอร์ด โพสเนตเวิร์ค จะยังคงมีคนสนใจใช้บริการอยู่ แต่ก็มีการใช้บริการที่ไม่ได้เยอะ และเป็นที่นิยมอีกต่อไปแล้ว ผมจึงตัดสินใจ ปิดบริการ รับจ้างซับมิทไดเรคทอรี่และซับมิทบุ๊คมาร์ค รวมถึงบริการรับจ้างโพส ไว้ ณ ที่นี้เลย (ยังเปิดรับงานจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2018 นี้)

แต่บริการอื่นๆ เช่น รับทำ SEO หรือ บริการ ขาย Backlink ก็ยังคงรับงานอยู่เช่นเดิมครับ

ต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านและผู้ให้การสนับสนุนที่ดีเสมอมาไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

ขอบคุณครับ
HARRY.
13 มิถุนายน 2561 ณ บ้านเลขที่ 113

โลกออนไลน์ โตไวกว่าที่คิด ถ้าไม่ตามติด ก็อาจจะตามไม่ทันโลก

โลกออนไลน์หมุนเร็วมากทุกวันนี้ มีอะไรใหม่ๆให้เราได้เล่น ได้ติดตามมากมาย แต่ของเก่าที่ยังดีก็มีอยู่ เราก็ไม่ควรทิ้งของเก่าไปเลย แค่ไม่ยึดติดมากเกินไป ในขณะที่มีของใหม่มาก็ไม่ใช่ ไม่สนใจเลย แต่ให้ควรศึกษาติดตาม ความเป็นไป เพราะไม่มีอะไรแน่นอนในยุคนี้

Blog (WordPress เป็นหนึ่งในโปรแกรมที่นิยมสร้าง Blog) ที่เคยนิยมมากอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ตอนนี้ก็นิ่งๆกันไปเยอะ มีแต่บล็อกดังๆที่ยังคงทำการเขียนบทความใหม่ๆ และยังขยันอัพเดทอยู่ แต่ส่วนใหญ่เป็น Blog เหงาๆ หรือบล็อกที่ตายแล้ว

แต่ผมก็ไม่อยากให้ทิ้ง Blog ไปเลย เพราะเนื้อหาที่เป็นตัวหนังสือ เป็นบทความก็ยังคงสำคัญอยู่ ยิ่งเป็น blog ที่เราสร้างขึ้นเอง ลงทุนเช่าโฮส จดโดเมน เอง ยังไงก็มั่นใจว่า ข้อมูลจะไม่หายไป หรือโดนปิด ยกเลิกไป แบบในกรณีที่ไปฝากไว้กับบล็อกฟรีทั่วๆไป

Blog ยังคงสามารถ ลงเนื้อหาทั้งรูปแบบบทความ รูปภาพ และสื่ออื่นๆได้ ซึ่งให้รายละเอียดได้เต็มที่ รวมถึงยังเหมาะกับ การทำ SEO ง่ายต่อการค้นเจอใน Google Search ด้วย

แต่ข้อเสีย คือ Blog โตช้า ต้องใช้เวลาในการทำ Contents และโปรโมต คงต้องอาศัยความอดทนในการ เขียนบทความ และสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพจริงๆ จึงจะเกิดแฟนคลับที่ตามอ่านบล็อกได้ในระยะยาว

Facebook ผมว่าเป็นโซเชียล ที่นิยมกันมากที่สุดแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงพีคสุดๆด้วย จะว่าไปใครที่เริ่มเล่น หรือเริ่มต้นสร้าง แฟนเพจ Facebook ตอนนี้ก็สามารถเติบโตได้ในข้ามคืน หากว่าเรื่องนั้นอยู่ในกระแส การจะมีการกดไลค์ และกดแชร์ สูงมากทีเดียว

เหตุผลง่ายๆ ก็เพราะว่าพวกเราส่วนใหญ่ ก็มี Facebook กันแทบทุกคน ดังนั้น เมื่อมีอะไร ตูม!! ก็พากันไปดู ไปแชร์ ก็สามารถทำให้เพจดังได้เร็วเช่นนั้นเอง

ถึงแม้เพจบางเพจอาจจะไม่ได้ดังเร็วมาก แต่ก็ค่อยๆสะสมยอมคนกดไลค์เพจไปได้เรื่อยๆ เพราะอย่างที่บอกไป ว่าคนส่วนใหญ่เล่น Facebook อยู่แทบทุกวัน วันหนึ่งเขาอาจจะมาเห็นเพจเราและสนใจติดตามเพจ กด Link เพจได้ ทำให้ แฟนเพจค่อยๆโตในที่สุด กลุ่มคนที่เล่น Facebook จะเป็นวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ซะมากกว่า ก็เป็นอีกช่องทางที่น่าสนใจของนักการตลาดที่ต้องรู้

ข้อดีของ Facebook คือ โตได้เร็วและไปได้เรื่อยๆ ข้อเสียคือ การแสดงผลเนื้อหาค่อยข้างน้อย อาจจะต้องยอมลงทุนจ่ายเงิน เพื่อให้คนที่ติดตามได้เห็นโพสได้ถี่ขึ้น และโซเชียล เป็นอะไรที่ไม่แน่นอน เราไม่รู้ว่าจะมีอะไรใหม่ๆมาแทนอีกหรือเปล่า หรือ Facebook จะอยู่อีกนานแค่ไหน บทเรียนจาก Hi5 คงเป็นข้อคิดเตือนใจได้เสมอสำหรับคนเล่นโซเชียล แต่อย่างไรก็ตามเวลานี้ มันยัง O.K. อยู่ ก็เล่นกันต่อไปครับ

YouTube ก็นับว่าเป็น โซเชียลมีเดีย อย่างหนึ่งได้ แต่เน้นไปที่ วีดีโอ เป็นหลัก ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ คนเริ่มหันมาสนใจ YouTube มากขึ้น เพราะมี ช่องมากมาย รวมถึงรายการที่หลากหลาย สามารถเลือกชมได้ตามที่ตัวเองสนใจ

จนมีกระแสว่า ช่อง T.V. ออกมาโวยวาย ว่าแย่งคนดู ด้วย ช่องทีวี ต้องประมูลในราคาที่สูงกว่า ช่อง YouTube ที่ใช้แค่ อินเตอร์เน็ต ลงทุนต่ำกว่ามาก แต่ก็นั่นละครับ ของอย่างนี้อยู่ที่การปรับตัว และการสร้างสรรค์ผลงาน ถ้าของดีจริง เผยแพร่ที่ไหน คนก็ตามไปดู

พอจะมองเห็นอนาคตไหมครับ ว่า YouTube กำลังจะเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน แค่ตอนนี้ก็โตอยู่แล้ว แต่ผมมองว่ามันยังจะโตมากกว่านี้ได้อีกเยอะเลย เพราะคนเลือกที่จะหันมาดูวีดีโอ มากขึ้น ภาพชัดเจนระดับ HD มีความหลากหลาย ที่สำคัญ มีอุปกรณ์รองรับมากขึ้น ไม่ใช่แค่ดูในคอมพิวเตอร์ การดูในมือถือก็เติบโตมากขึ้นเช่นกัน รวมไปถึง อินเตอร์เน็ตที่นับวันจะแรงมากขึ้น ในราคาที่ถูกลง

ทำให้การเข้าชมวีดีโอ ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ที่มักจะโหลดช้า ภาพไม่ชัด ไม่รองรับบนมือถือ ค่าอินเตอร์เน็ตก็แพง แต่อนาคตมันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทุกอย่างจะดีขึ้น รองรับ การชม YouTube มากขึ้น อุปกรณ์ และอินเตอร์เน็ตจะถูกลง

คนจะหันมาสร้าง Contents บน YouTube เยอะขึ้น และคนที่เข้าชม วีดีโอ ก็จะมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ รวมถึงผู้ปกครองด้วย

บทสรุป

“เราติดตามแค่ 3 โลก นี้ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ไม่ตกเทรน รับรู้ข้อมูลข่าวสาร และสร้างธุรกิจได้จากทั้งสามช่องทางได้อีกด้วย โดยการเชื่อง       3 โลก YouTube, Blog, และ Facebook เข้าด้วยกัน เช่น”

# เราสร้าง วีดีโอ แนะนำสินค้า บน YouTube

# เราสร้าง Blog เพื่อให้ข้อมูล เนื้อหา รายละเอียดสินค้า และนำ วีดีโอ ที่ทำใน YouTube มาใส่ใน บล็อกเราได้ด้วยเพื่อสร้างความน่าสนใจ และปิดการขายที่นี่

# เราสร้าง Facebook แฟนเพจ ขึ้นมาเพื่อให้ข้อมูลข่าวสาร สื่อสารกับลูกค้าได้เร็วรวด และ แชร์ เนื้อหาใน Blog ของเราเพื่อ ให้ลูกค้าเห็นข้อมูลสินค้าใหม่ๆ ทำให้เกิดการติดตามคลิกเข้าไปอ่าน รายละเอียดที่ Blog และตามไปดู วีดีโอ ในช่อง YouTube วนไป

แต่ผลที่ได้ คือ ความหลากหลาย ความน่าเชื่อถือ และมันน่าสนใจ จะเห็นว่า โซเชียลรุ่นเก่าอย่าง Blog ก็ยังทรงพลังในแบบของตัวมันเอง ในขณะที่ เราใช้โซเชียลที่แรงๆอย่าง Facebook ช่วยเร่งกระแสช่วยทำการตลาดได้ และช่อง YouTube ที่เป็นส่วนของวีดีโอ ก็ทำให้ภาพสินค้าชัดเจนขึ้น เมื่อเป็นภาพเคลื่อนไหว สุดท้าย ก็ทำให้การตัดสินใจ ของลูกค้าง่ายขึ้นด้วย โซเชียลทุกอย่างช่วยในการทำตลาดได้เป็นอย่างดี

แม้ว่า โซเชียล จะมีมากกว่านี้  อีกเยอะ แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องทำทุกช่องทาง เลือกทางที่เหมาะสมกับตัวเองดีที่สุด และให้มันสามารถเชื่อมต่อโลกเป็นหนึ่งเดียวกันได้ยิ่งดี

ก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย ที่จะทำให้มองเห็น โลกออนไลน์ ว่ามันทำอะไร ยังไงได้บ้าง และเราผู้ใช้โซเชียล จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้ได้อย่างไร ก็ลองเอาไปคิด เอาไปใช้ต่อยอดธุรกิจ และอื่นๆ ตามสบายครับ

 

SEO และถิ่นที่อยู่

ไม่ค่อยได้พูดถึง SEO มาเสียนาน นี่ก็จะสิ้นปี 2016 กันแล้ว ก็อยากจะมาพูดถึงและสรุปเหตุการณ์เกี่ยวกับ SEO ในปี 2016 กันสักหน่อย ซึ่งเป็นปี ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบๆ แต่ดูแล้วทิศทางที่จะทำอันดับจะยากขึ้นแน่ในปี 2017

การทำอันดับ : ในรอบปี 2016 ที่ผ่านมานั้น ต้องยอมรับเลยครับว่าปั่นอันดับขึ้นมายากมากใน คีย์เวิร์ด ภาษาไทย ทั้งที่ก่อนหน้านั้นจะทำแล้วติดอันดับได้เร็ว โดยเฉพาะการทำอันดับกับเว็บไซต์ แต่ในตอนนี้ ปรับแก้ on page ก็แล้ว เสริมลิ้งค์ก็แล้ว บางทีขยับไม่เท่าไหร่เลย

แต่ คีย์เวิร์ดภาษาไทย กลับไปทำอันดับได้ดีกับ แฟนเพจเฟชบุค ซะอย่างนั้น ติดทน ติดนานด้วย คือ ปกติผมจะไม่ค่อยถนัดทำ SEO บน facebook เท่าไหร่ แต่ก็สามารถทำได้ ก็เลยคิดว่า ถ้าใครลองทำอันดับคีย์เวิร์ดภาษาไทยกับเว็บไซต์แล้วไม่รุ่งก็ลองไปทำ page facebook ดูบ้างก็น่าสนใจนะครับ หรือทำควบคู่กันไปเลย ติดอันดับสักที่หนึ่ง ก็ขายของได้แล้วครับ ดีไม่ดีขึ้นมาคู่กันก็ครองหน้าแรกสองอันดับไปเลยนะครับ

คีย์เวิร์ดภาษาอังกฤษ ก็ทำอันดับได้บ้าง ทั้งที่เมื่อก่อนผมแทบจะไม่ค่อยทำอันดับกับคีย์เวิร์ดภาษาอังกฤษได้เลย แต่ปีนี้ก็ทำติดอันดับ Top 3 ซึ่งเป็นอันดับ Top ต้นๆเลย หลายคีย์เวิร์ดอยู่พอควร รวมถึงอันดับที่ขึ้นมาเกือบๆหน้าสอง หน้าแรก ก็อีกหลายคีย์เวิร์ด นับว่าเป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะคีย์เวิร์ดภาษาอังกฤษ ใครได้ลองทำจะรู้ว่ามันหินมาก การแข่งขันทั่วโลก กว่าจะดันอันดับได้ไม่ใช่มาง่ายๆ แต่พอเห็นว่าเริ่มทำอันดับได้บ้าง ก็ดีใจครับ

การรักษาอันดับ : คีย์เวิร์ดเก่าๆ ที่เคยทำอันดับได้ เริ่มมีอันดับตกลงมาให้ได้เห็นกันบ้างแล้ว บางคีย์เวิร์ดตกมาก บางคีย์เวิร์ดตกน้อย แต่ก็ยังพอจะดันกลับไปได้บ้าง และที่น่าหวั่นก็คือมีบางคีย์เวิร์ดตกนานมาก ดันเท่าไหร่ก็ยังไม่กลับ ทั้งที่รูปแบบการทำ SEO ก็ไม่ได้ต่างจากคีย์เวิร์ดอื่นๆเลย

ส่วนคีย์เวิร์ดใหม่ๆ หากทำอันดับขึ้นได้เร็ว หรืออยู่อันดับต้นๆ ในหน้าแรกกูเกิล ก็ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องอันดับ ก็จะยังคงอยู่นิ่งต่อเนื่องไปได้

แต่อันดับระหว่างการทำงาน ที่จะขึ้นมาหน้าสอง หน้าแรก อันดับจะไม่ค่อยนิ่ง มีขึ้น มีลง ได้ตลอดเวลา จริงอยู่ที่อันดับไม่นิ่งด้วยหลายๆสาเหตุ เช่น จากการอยู่ระหว่างทำ seo อยู่ด้วย / การปรับอันดับของ search / การปรับอัลกอริทึม เป็นต้น ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การทำอันดับเป็นไปได้ลำบากขึ้น หากผ่านจุดนี้ไปได้อันดับก็จะนิ่งมากขึ้นครับ พยายามดันให้ไปติด Top 20 ให้ได้ก่อน ค่อยก้าวต่อไปเพื่อติดหน้าแรกอีกที

พาอันดับกลับมา : งานหนักจริงๆครับ กับการพาอันดับกลับบ้าน มีคีย์เวิร์ดที่ทำอันดับได้แล้ว แต่กลับอันดับหลุดหายไป ซึ่งกว่าจะพาอันดับกลับมาได้ ต้องใช้เวลานานมากหลายเดือนทีเดียว กลับมาได้แล้วบางทีก็มาได้แค่หน้าสอง หน้าสาม ยังไม่ถึงเป้าหน้าแรกด้วยอะไรก็ไม่รู้ บางทีกลับมาแล้วก็หายไปอีก มีคีย์เวิร์ดที่อาการแบบนี้อยู่ 2 คีย์เวิร์ดที่เจอในปีนี้ ไม่แน่ว่าปีหน้าจะเป็นเช่นไร

ก็ยังต้องหาทางแก้กันต่อไปครับ ผมบอกเลยการทำ SEO มีความเสี่ยง ไม่แพ้การลงทุนอื่นๆ ถ้าติดอันดับได้ก็ เฮ… แต่ถ้าอันดับหลุดยาวก็ โฮ…

ต่อให้เทคนิคและวิธีการเดียวกัน ก็ไม่อาจการันตีว่ามันจะจบสวยเหมือนกันทุกๆคีย์เวิร์ด ดังนั้นหากจะเลือกทางสาย SEO ก็ต้องเผื่อใจไว้บ้างนะครับ

แต่ไม่ว่าอย่างไร โอกาสสำเร็จมันก็ยังเยอะกว่า คีย์เวิร์ดที่ทำอันดับติดหน้าแรก Google มีมากกว่าคีย์เวิร์ดที่จะหาอันดับไม่เจอ เพราะต่อให้เราไม่ทำ SEO อันดับคีย์เวิร์ดเว็บไซต์นั้นๆก็แทบจะหาไม่เจออยู่แล้ว จะไปกลัวอะไรกับการทำ SEO จริงไหมครับ…ไม่ลองก็ไม่รู้