อินกับละคร นาคี ดีงามทุกองค์ประกอบ

ปรกติผมจะไม่ค่อยดูละครสักเท่าไหร่ โดยมากผมจะดูหนัง อ่านหนังสือ หรือเล่นเกม เป็นส่วนใหญ่ หรือถ้าจะเปิดทีวี ก็ตอนที่มีฟุตบอลแข่งเท่านั้น ละครที่เคยติดก็เมื่อนานมาแล้ว อย่าง วนิดา หรือแรงเงา ส่วนเรื่องอื่นๆแค่รับรู้กระแส มีดูบ้างก็แค่ผ่านๆครับไม่ได้ติดตามจนจบ กระทั่งมาถึงละคร เรื่อง นาคี นี่เอง ที่มาดูเพราะน้องสาวแนะนำให้ดูและ ช่อง 3 เอามาฉายเริ่มต้นใหม่ แบบ 6 ตอนรวด ก็เลยลองดูเล่นๆ กลายเป็นว่าติดละครไปซะอย่างนั้น จนต้องติดตามมาถึงวันนี้ (เหลืออีกแค่ตอนเดียวก็จะจบแล้ว ตอนสุดท้าย วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม 2559 เวลาประมาณ 20.20 น. ช่อง 3 หรือช่อง 33)

**หมายเหตุ : เนื้อหาจากนี้ไปอาจจะมีการสปอย เนื้อหาสำคัญของละคร เรื่อง นาคี

แค่ฟังชื่อผู้กำกับว่าเป็น คุณพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ก็เชื่อมือได้อยู่แล้วครับว่าทำงานละครได้ดีแน่นอน แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ที่นำบทประพันธ์ ของ ตรี อภิรุม มาปรับเป็นบทโทรทัศน์ โดย สรรัตน์  จิรนวรวิสุทธิ์ ซึ่งก็ทำออกมาได้สนุกเลยทีเดียว แน่นอนว่าบทดั้งเดิมนั้น จะดูโหดกว่าและเศร้ากว่ามากๆ ส่วนบทโทรทัศน์นั้นก็ได้ปรับให้กระชับขึ้น ดูไหลลื่น และสนุก เมื่อทำออกมาเป็นละครทีวี

ภาพรวมเรื่องราว ความรักนับพันปี ตั้งแต่อดีตชาติ มาจนถึงปัจจุบัน มันก็เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่มากๆแล้ว เมื่อได้มาดูละคร ก็จะได้เห็นการลงทุนทั้งฉากสถานที่ถ่ายทำสวยๆ CG ที่ดูเนียนสมจริง เสื้อผ้าชุดสวยงาม การแสดงของนักแสดงแต่ละตัวละคร บทพูดสวยๆ ภาษาพื้นเมือง การดำเนินเรื่องที่รวดเร็ว ไม่ยืดเยื้อ ทำให้ดูสนุกได้ลุ้นทุกตอน มีครบทุกรสชาติ สุข เศร้า เหงา รัก ตลก แอคชั่น แฟนตาซี พีเรียด มีครบในเรื่องเดียว

นักแสดง พระเอก เคน ภูภูมิ เคยติดตามดูตอนละครเรื่อง แรงเงา พอมาเรื่องนี้ก็ทำได้ดี ทั้งในพาร์ตนักรบไชยสิงห์ และทศพล นักโบราณคดี

ส่วนนางเอก แต้ว ณฐพร แม้ไม่ได้ติดตามละครของเธอแบบจริงจัง แต่ก็เห็นผ่านๆตาอยู่บ้าง เป็นนางเอกหน้าหวาน ที่ดูแล้วน่าจะไปได้ไกล ซึ่งวันนี้เธอก็มาไกลมากจริงๆเพราะต้องแบกละครไว้ทั้งเรื่อง เล่นเป็นสามตัวละคร กายหยาบเป็นสาวชาวบ้านนามว่า คำแก้ว กายทิพย์ เป็นแม่นางไม้ และร่างเจ้าแม่นาคี ต้องบอกเลยว่าทำได้ดีจริงๆ

นักแสดงประกอบ ทั้งฝั่งเพื่อนพระเอก บริวารเจ้าแม่นาคี ก็เป็นสีสันของเรื่อง ฝ่ายตัวร้ายที่ตามราวีไม่เลิก ก็ชาวให้ติดตามไม่แพ้กัน แต่ที่เด่นมากๆ ก็ต้องยกให้กับ คำปอง แม่นางเอก ที่ส่งบทกันแบบว่าขอมอบรางวัลการแสดงให้เลยครับ

สถานที่ถ่ายทำ ที่ต้องบอกว่าลงทุนไปถ่ายทำกันหลายที่หลายจังหวัด ทั้งถ้ำ น้ำตก ปราสาท หมู่บ้าน เพื่อให้ได้ความสวยงามไม่ซ้ำกัน ผู้กำกับยอมลงทุนเดินทางไปในสถานที่จริง ทำให้เกิดการตามรอยละครลองไปท่องเที่ยวกันดูครับ

ภาษา วัฒนธรรม ในเรื่องเน้นไปที่ภาษาอีสานแบบอุบล ซึ่งก็มีซับไทยให้อ่านเวลาดูละครทีวี นักแสดงส่วนใหญ่ก็เป็นคนภาคกลาง ต้องมีครูมาฝึกสอนพูดกันเลยทีเดียว ซึ่งสำเนียงก็ต้องบอกว่าทำได้เหมือนและใกล้เคียงกับภาษาถิ่นมากๆ ด้วยวัฒนธรรมความเชื่อ แบบชาวบ้าน ก็จะทำให้เราได้เห็นพิธีกรรม การแสดง รำถวายเจ้าแม่ หรือฉากแต่งงาน ซึ่งเราจะไม่ได้เห็นกันบ่อยๆ ต้องบอกเลยว่าละครเรื่องนี้ทำออกมาได้ละเอียดมาก เข้าถึงวิถีชาวบ้านจริงๆในยุคนั้น

CG ที่ผู้กำกับบอกว่าทำให้ดีที่สุด เพราะเป็นที่เข้าใจได้ว่าบ้านเรา ยังทำ CG สู้ต่างชาติไม่ได้ ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ทำได้เนียนกว่าทุกเรื่องที่ดูมา ถ้านับเฉพาะในประเทศไทย ทั้งตัว งู ตัวพญานาค ก็ทำออกมาได้สมจริง จนได้รับคำชม ด้วยงบประมาณและเวลาที่จำกัดทำออกมาได้ขนาดนี้ก็นับว่ายอดเยี่ยมมากครับ

เสื้อผ้า หน้า ผม เรื่องเครื่องแต่งกาย เสื้อผ้า สวยงามครับ ทุกชุดของนางเอก ลงทุนจริงๆ โดยเฉพาะชุดแม่นางไม้ และชุดเจ้าแม่นาคี ที่สวยงามมากๆ แม้แต่ชุดงานแต่งงานที่ตอนแรกดูเหมือนจะธรรมดา แต่เมื่อดูจริงๆ ต้องร้องโอ้โฮ ไม่ธรรมดานะ ก็เต็มยศ ตามเนื้อเรื่องเลย ส่วนการแต่งหน้าก็ดูธรรมชาติ ไม่มากไม่น้อยไป เพราะเป็นละครแนวชาวบ้านๆ

เพลงประกอบละครนาคี ต้องบอกเลยว่าดีทั้งสองเพลง ทั้งเพลงคู่คอง และเพลงขาดเธอขาดใจ ซึ่งผมจะอินกับเพลงคู่คอง มากว่านิดหนึ่ง ด้วยเนื้อหาและความหมายที่สื่อออกมาได้แบบตรงกับละครสุดๆ เพลงนี้ได้ ก้อง ห้วยไร่ มาแต่งเนื้อร้อง และขับร้องเองเลย

เนื้อเพลง คู่คอง

คำว่าฮักเกิดขึ้นที่ใด เกิดกับไผมันบ่สำคัญ
มันจะอยู่ตรงนั้น บ่หายตามกาล..เวลา
ว่าสิผ่านมาดนปานใด๋ ในหัวใจบ่เคยร้างลา
ยังจดจำทุกถ้อยวาจา ที่เฮาเว้าต่อกัน

เมื่อสวรรค์แยกกายเฮาสอง จากคู่ครองเป็นคนอื่นไกล
เหลือแต่คำสัญญาใช่ไหมที่ยัง..คงอยู่
แม้นว่าเจ้าสิเกิดเป็นหยัง บ่เคยคิดซัง ย้อนฮักคนฮู้
สิเคียงข้างให้ได้ฮู้ หัวใจยังคงเดิม

*  บ่มีอีหยังมาพังทลาย ความฮักเฮาสองลงได้
แม้นดินสลายยังมั่นคงคือจั่งตอนเริ่ม
ฮักที่แลกด้วยแหกกฏฟ้า ถึงมีน้ำตาเข้ามาแต่งเติม
ความปวดร้าวสิเข้ามาเสริม บ่เคยคิดย่าน

**  ในวันนี้เฮาเจอกันแล้ว ยังบ่แคล้วจำต้องจากลา
คนที่เฮาตามหา เป็นหยังคือบ่สมใจ
ให้คองถ่าอีกกี่พันปี ให้อยู่ตรงนี้อีกนานเท่าไหร่
ขอเพียงแค่ เธอจำฉันได้ชาติไหนก็รอเธอ

( * , ** )

ความหมายของเพลง สรุปเนื้อหา ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ไปจนถึงบทสรุปได้อย่างลงตัว (เนื้อเพลงสปอย เนื้อเรื่องละครด้วย)

ความรักไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อพันปีก่อนหรือตอนนี้ เกิดขึ้นกับใคร มนุษย์ หรือ นาค ก็ตาม มันไม่เคยจางหายไปกับกาลเวลา แม้ว่าจะตายจากกันไป หรือโดนคำสาบ แต่คำสัญญาก็ยังคงอยู่ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเกิดเป็นอะไร (มนุษย์หรือพญานาค) ก็จะยังรักกันเหมือนเดิม

ไม่มีใครจะมาทำลายความรักของทั้งคู่ได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นการแหกกฎฟ้ามารักกันก็ตาม (มนุษย์กับพญานาค รักกันไม่ได้ผิดกฎสวรรค์) ไม่ว่าจะเจ็บปวดแค่ไหนก็ไม่กลัว

ถึงแม้ว่าชาตินี้จะได้เกิดมาพบเจอกัน รักกัน แต่ก็ต้องลาจากกัน ถึงอย่างนั้นก็ตาม จะให้รออีกเป็นพันปี หรือนานเท่าไหร่ ขอแค่ยังจำกันได้ ชาติไหนก็จะยอมรอคอยให้ได้กลับมาเคียงคู่กันอีกครั้ง

(ฟังเพลงคู่คองแล้วลองแปลความหมาย ก็น้ำตาไหลเลยครับ เศร้ามากๆ)

นอกจากความเชื่อเรื่องพญานาคแล้ว ละครนาคี ก็ยังสอดแทรกคติธรรมะ ความดี ความชั่ว ผลแห่งกรรม ความรักพ่อกับลูก ความรักแม่กับลูก ความรักระหว่างมนุษย์กับนาค ถือว่าเป็นส่วนผสมที่ลงตัวพอดี

จากองค์ประกอบทั้งหมดนั้น ก็เลยทำให้ละครเรื่อง นาคี ดัง ปัง ปัง เรทติ้งพุ่งสูงที่สุดของช่อง 3 และสูงที่สุดนับตั้งแต่มีทีวีดิจิตอลด้วย ทั้งใน กทม. หัวเมืองใหญ่ และต่างจังหวัด ต่างก็ติดตามละครกันอย่างเหนียวแน่น ไม่เพียงแค่ในทีวีเท่านั้น ในโลกออนไลน์ต่างก็พูดถึงละครนาคีกันไม่ขาดสาย รวมถึงโลกโซเชียลที่เป็นกระแสไม่แพ้กัน

ใน Youtube ทางช่อง 3 ก็ได้ทำการอัพโหลดละครให้ได้ดูย้อนหลังกันด้วย ละครนาคี EP.1 จะมี 9 ตอนย่อย (มีทั้งหมด ถึงep.11) ใครที่ไม่ทันดูสดทางทีวี ก็สามารถติดตามชมย้อนหลังกันได้ทางยูทูป หรือใครที่ดูทางทีวีไปแล้วยังอินกับละครอยู่ก็สามารถเข้าไปชมซ้ำได้ตลอดเวลาแต่ละตอนนั้นก็มีคนเข้ามาชมไม่ต่ำกว่าหลัก 1 ล้าน วิว ถือว่ามาแรงจริงๆ

ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับทางผู้จัดละคร ผู้กำกับ นักแสดง ทีมงาน และช่อง 3 ที่ประสบความสำเร็จส่งท้ายปีกับละครเรื่องนาคี อยากให้ช่อง 3 ทำละครดีดีออกมาให้ได้ชมกันอีก รับรองว่าผมจะติดตามและนำมาเขียนรีวิวอีกแน่นอนครับ

10 หนัง ที่ผมชอบดูในปี 2015

ช่วงนี้มีหนังฟอร์มใหญ่เข้าฉายเยอะมากในเมืองไทย แต่น่าเสียดายที่ จังหวัดอุตรดิตถ์ ไม่มีโรงหนังสักโรงให้ผมได้ดู ก็ต้องรอให้หนังเข้าฉายไปสักพัก โน่น..รอเป็นแผ่นก่อนถึงจะมีโอกาสได้ดูกับเขา เรียกว่าได้ดูหนังตามหลังชาวบ้านตลอดๆ แต่ก็เอาเถอะยังไงก็ยังถือว่าได้ดูละน่า

นี่ก็จะมาจัดอันดับหนังที่ผมชอบดูในรอบปี 2015 ก็คือในปีที่แล้วนั่นเอง (#มาสรุปอะไรตอนนี้ #กลางปีแล้ว อิอิ) ส่วนจะมีเรื่องอะไรกันบ้างนั้น ติดตามกันได้เลย จัดไป

อันดับ 10 : Sicario ทีมพิฆาต ทะลุแดนเดือด
เป็นหนังที่ไม่ได้เน้นสาดกระสุน แต่ดูแล้วลุ้นเป็นบ้า เพราะหนังพาเราไปในแดนเถื่อน ตามตัวเอกไปเรื่อยๆ โดยที่ก็ไม่รู้เรื่องอะไร หนังจะค่อยๆเฉลยเองว่าทำไมตัวเอกต้องมาที่นี่ สุดท้ายแล้วกลับเปลี่ยนตัวนำซะงั้น เรื่องมันซับซ้อน ที่ชอบอีกอย่างคือการถ่ายภาพที่เน้นของจริง เช่นฉากพระอาทิตย์ตก แสงในหนังจะดูสวยมาก

อันดับ 9 : The Intern โก๋เก๋ากับบอลเก๋ไก๋
ผมชอบเพราะเป็นหนังที่มีกลิ่นอายของ start up อยู่ในเรื่องด้วย The Intern เล่าเรื่องของชายวัยเกษียณ ที่กลับมาในฐานะเด็กฝึกงาน ที่จะมาเป็นผู้ช่วยนางเอกที่เป็นเจ้าของบริษัท start up ที่มีพนักงานกว่า 200 คน และเธอต้องการหา CEO มาช่วยงาน เพื่อจะได้มีเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น ที่ชอบก็ตรงประสบการณ์ความเก๋า ที่มาช่วยชี้แนะคนหนุ่มสาวยุคใหม่ให้เลือกทางเดินที่ถูกต้อง เป็นหนังฟิวส์กุ๊ด อีกเรื่องที่น่าดูครับ

อันดับ 8 : Little Forest : Summer&Autumn ลิตเติ้ลฟอร์เรส
ใครที่ชอบหนังแนว slow life ต้องดูเรื่องนี้บอกเลย ดีงาม (นางเอกน่ารัก) ดูไปหิวไป เพราะนางเอกจะทำอาหารกินเองทั้งเรื่อง ทำไร่ ทำนา อยู่คนเดียว ในบ้านนอก ต่างจังหวัด โดยมีแม่เธอที่คอยสอนทำอาหารให้ตอนเป็นเด็กเป็นแรงบันดาลใจ แต่เธอเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะอยู่ที่นี่ต่อไปนานแค่ไหน เพราะบางครั้งความลำบากก็ทำให้เธออยากหนีไปจากที่นี่ เข้าไปใช้ชีวิตในเมืองอีกสักครั้งอยู่เหมือนกัน ผมชอบภาคแรกมากกว่า ภาคสองไม่ค่อยโดนเท่าไหร่สำหรับผม

อันดับ 7 : The Walk ไต่ขอบฟ้าท้านรก
ความฝันของพระเอกที่อยากจะไป ไต่ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ให้ได้สักครั้งในชีวิต เขาเริ่มต้นตั้งแต่หัดกายกรรมตอนเป็นเด็ก ในวัยรุ่นเริ่มสนใจไต่เชือก เขาฝึกซ้อมทุกวันเพื่อความฝันที่ยิ่งใหญ่ แต่กว่าจะถึงวันนั้น เขาต้องเตรียมการ และมีคนร่วมมืออีกมากมายกว่าจะทำตามฝันได้สำเร็จ หนังเรื่องนี้เล่นกับความสูงและความเสียว แต่บอกเลยว่ายิ่งสูง คนกลัวความสูง ยิ่งต้องไปดู

อันดับ 6 : Paper Towns เมืองกระดาษ
เป็นหนังสือดังมาก่อนที่จะมาเป็นหนัง แต่ผมยังไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อน เลยดูสนุก บางคนว่าสู้หนังสือไม่ได้ ก็แน่ละหนังสือมันละเอียดกว่า แต่เอาเป็นว่าผมชอบนะ ดูเป็นหนังรักวัยรุ่น ว้าวุ่น ที่พระเอกออกตามหานางเอก ที่หนีออกจากบ้าน โดยมีทีมเพื่อนพระเอกติดตามมาด้วยความสนุกจึงบังเกิด โดยนางเอกจะทิ้งร่องรอยไว้ให้ตามหาเธอ ส่วนจะตามไปเจอหรือไม่ต้องไปดูกันเองครับ

อันดับ 5 : Jurassic World จูราสสิค เวิลด์
แฟนๆไดโนเสาร์ไม่ควรพลาด ยิ่งใครชอบภาคแรกด้วยละก็ ภาคนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเพราะนำกลิ่นอาย ของ 2 ภาคแรกมาใส่ได้เป็นอย่างดี แถมมีเจ้าไดโนเสาร์ตัวโตออกมาให้ได้เห็นอีกหลายตัว หนังดูสนุก โดนใจ เหมือนได้ย้อนไปในวัยเด็กอีกครั้ง แต่หนังมาสร้างในตอนนี้ความตื่นเต้น CG จึงตามมาเต็ม ตื่นเต้นกว่าเดิม พระเอกกวนๆ นางเอกคุณน้าก็เด่น แถมมีตัวเด็กให้ได้ลุ้น รวมถึงไดโนเสาร์ตัวร้ายในตำนานยังกลับมากันครบทีม

อันดับ 4 : Fifty Shades of Grey ฟิฟตี้เชดส์ออฟเกรย์
เรื่องนี้เสียงวิจารณ์ยับมาก สำหรับตัวหนัง แต่หนังสือที่ขายได้ทั่วโลกกว่า 100 ล้านเล่ม ต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว (หนังเรท 20+ นะจ๊ะ เด็กๆรอโตก่อนเนอะ) หลายคนว่าพระเอกไม่เหมาะ ส่วนนางเอกผมว่าก็ใช้ได้นะ ผมชอบในส่วนของครึ่งเรื่องแรกที่ดูเป็นหนังรักโรแมนติก ดูสนุก แต่ครึ่งหลังไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ซึ่งก็ยังเป็นแค่ภาคแรกอยู่เลย หนังสือมี 3 เล่ม แต่หนังยังไม่รู้ว่าจะสร้างออกมากี่ภาค

อันดับ 3 : The Tribe เงียบอันตราย
เรื่องนี้ไม่ได้ชอบที่เนื้อเรื่องแน่นอน เพราะมันดำมืดเหลือเกิน ทั้งความรุนแรง การลักขโมย ขายตัว เรื่องเพศ ทุกสิ่งอย่างมันไม่น่าดูเลย แต่ที่หนังมันน่าสนใจก็ตรงที่เป็นหนังใบ้ ไม่มีคำบรรยาย ถ่ายทำแบบลองเทค ใช้คนเป็นใบ้จริงๆมาแสดง ดูๆไปบางทีเราก็ไม่เข้าใจ แต่บางอย่างก็พอเดาได้ หนังพาเราดำลึกลงไปจนถึงจุดจบที่เราไม่คาดคิด

อันดับ 2 : Mad Max Fury Road แมดแม็กซ์ ถนนโลกันตร์
หนังที่ดูเอามันส์อย่างเดียว ชอบฉากขับรถไล่ล่า ฝ่าพายุ ทะเลทราย สนุกสนานลุ้นตลอดเรื่อง แม้มีช่วงที่พักแต่ก็เพื่อให้เนื้อเรื่องมันเดินต่อได้ หลายๆคนอาจจะบอกว่าก็แค่หนังขับรถไป แล้วก็ขับกลับมา แต่ผมว่านี่ละคือหนังสนุก ดูมันส์สาดแห่งปีเลยทีเดียว

อันดับ 1 : Heart Attackฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ
ก็แน่ละ เพราะผมเป็นฟรีแลนซ์นี่ ก็ต้องอวยไส้แตกให้กับเรื่องนี้อยู่แล้วครับ มันดีงาม มันโดนใจคนทำงานแบบผมด้วย หนังว่าด้วยพระเอกที่ทำงานหนักจนป่วยต้องไปหาหมอ แต่แล้วเมื่อไปเจอหมอกลับรู้สึกแปลกๆ เพราะการได้เจอกันแค่เดือนละครั้งตามหมอนัด และเจอกันเพียงครั้งละไม่กี่นาที ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดความรู้สึกดีดีขึ้นมาได้ หนังให้บทเรียนการใช้ชีวิต การทำงานหนัก จนเราลืมเพื่อน ลืมคนที่รักเรา และลืมคนที่เรารัก กว่าจะรู้ตัวก็จะหมดเวลาแล้ว บอกตรงๆนะ ผมดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว อยากเลิกเป็นฟรีแลนซ์ ซะอย่างนั้น!!

โอเคครบแล้วครับ 10 หนังที่ผมชอบในปี 2015 ส่วนปี 2016 ก็ได้เริ่มเก็บข้อมูลแล้วไว้สิ้นปีมาสรุปอีกทีว่าจะมีหนังโดนใจเรื่องไหนกันบ้าง ส่วนใครที่ชอบดูหนัง ก็ลองตามรายชื่อหนัง Top 10 ของผม ไปเลือกหาซื้อมาดูกันได้เลยครับ

เราต่างก็มีความฝัน ด้วยกันทั้งนั้น

ทุกๆวันเราต่างก็ตื่นขึ้นมาเพื่อออกไปทำงาน ไม่ต่างอะไรจากนกที่ออกบินหาอาหารยามเช้า ส่วนใครจะทำงานอะไร หรือมีตำแหน่งอะไร ก็ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน หรือบางคนไม่ได้ทำงานที่ถนัดหรือเรียนจบมา ก็ต้องฝึกและเรียนรู้งานกันไป

คนที่คิดถึงเรื่องงานมากเป็นพิเศษหน่อยก็คงจะหนีไม่พ้น นักศึกษาที่กำลังจะเรียนจบ คนที่จบมาแล้วแต่ยังหางานไม่ได้ บางคนได้งานแล้วก็อาจจะยังไม่ถูกใจ อยากจะเปลี่ยนงานใหม่ บางคนทำงานมาสักพักเกิดอิ่มตัว อยากย้ายไปทำอย่างอื่น และก็มีบางคนไม่ชอบทำงานในระบบ อยากจะออกมารับงานเอง เป็นฟรีแลนซ์ หรือเป็นนายตัวเอง เปิดร้าน เปิดบริษัทส่วนตัวก็ว่ากันไป

แต่ไม่ว่าใครจะเลือกทำงานแบบไหน งานประจำในบริษัท หรือ งานฟรีแลนซ์ ทุกคนต่างก็มีฝัน อยากทำให้สำเร็จตามเป้าหมาย เพื่ออนาคต ความสุข ความมั่นคง อิสรภาพ หรืออะไรก็ตาม มันเป็นสิทธิของคุณ

พอพูดถึงเรื่องชีวิตคนวัยทำงาน หรือหนังของคนวัย 30 ที่ต้องเจอกับ คนหลากหลาย งาน ตำแหน่งที่ต้องรับผิดชอบ ทำให้ผมคิดถึงหนังไทย เรื่อง “Super Salaryman ยอดมนุษย์เงินเดือน”

เครดิตรูป : ตามในภาพประกอบ

เรื่องย่อ Super Salaryman (2012) ยอดมนุษย์เงินเดือน

พวกเขาคือคนที่มีเงินเต็มกระเป๋าตอนต้นเดือน แต่ใช้ได้ไม่ถึงครึ่งเดือนก็เกิดอาการกระเป๋าแฟบ เจอเพื่อนร่วมงานมากกว่าคนรัก ทำงานหนักเพื่อแย่งกันไปเที่ยวต่างจังหวัดในช่วงวันหยุด Long Weekend เซ็งกับตรรกะล่มสลายของเจ้านาย แต่ก็ต้องจำยอมปฏิบัติตาม และเมื่อเวลากว่าครึ่งชีวิตของพวกเขาอยู่ในที่ทำงาน จึงทำให้เกิดเรื่องราวหลากหลายรสชาติ… ทั้งจริงจังสุดเว่อร์ เหงาเศร้าเคล้าน้าตา เฮฮาขบขัน ฝันหวานโรแมนติก ฯลฯ เรื่องราวชีวิตของเหล่าคนที่ถูกขนานนามว่า “มนุษย์เงินเดือน”

“ปั้น” (ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี) ผู้อำนวยการหนุ่มหล่อผู้วางแผนชีวิตอย่างรอบคอบ,

“หวาย” (โบ-ณัฐชลัยย์สุขะมงคล) ผู้ช่วยสาวคนใหม่ผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมาของปั้นตลอดเวลา,

“นุช” (ไนซ์-จิรภา วงศ์โฆษวรรณ) เลขาสาวของเจ้านายใหญ่ ที่ต้องเหนื่อยกับทั้งชีวิตส่วนตัวและเจ้านายที่ขาดมือไม้อย่างเธอไม่ได้,

“นัน” (ดีเจต้นหอม-ศกุนตลา เทียนไพโรจน์) สาวใหญ่ฝ่ายการเงินผู้มีหนี้ท่วมหัวเพราะใช้จ่ายเกินตัว,

“จือ” (เต๋า AF8-เศรษฐพงษ์ เพียงพอ) เด็กหนุ่มผู้อยากผ่านโปรฯ เพื่อบรรจุเป็นพนักงานประจำ,

“ชัย” (ซ้ง-ธรธร สิริพันธ์วราภรณ์) หนุ่มใหญ่ผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ของบริษัทจนทุกคนหมั่นไส้ความชอบเอาหน้าของเขา

พวกเขาต้องมาร่วมหัวจมท้ายกันในสุดยอดโปรเจ็คต์ที่มี “เงินโบนัส” ของทุกคนเป็นเดิมพัน!!! ภาพจำลองเรื่องราวของเหล่ามนุษย์เงินเดือนผู้มีความต้องการ ความหวัง และความฝันที่แตกต่างกันไปจะลงตัวและลงเอยเช่นไร เงินใช่เหตุผลเดียว ที่ทำให้พวกเขายังมาทำงาน…จริงหรือ “ยอดมนุษย์เงินเดือน” มีคำตอบเป็น “โบนัสชีวิต” ให้คุณ…

ตัวอย่างหนัง : Super Salaryman (2012) ยอดมนุษย์เงินเดือน

เนื้อหา สปอยล์ :

หนังเรื่อง Super Salarymanยอดมนุษย์เงินเดือน นับว่าเป็นหนังอีกเรื่องที่ผมชอบ เพราะมันตรงกับผมในวัยทำงานเช่นกัน แม้หนังจะเล่าเรื่องผ่านมุมมองของ ฟรีแลนซ์ แต่โดยหลักแล้วนี่คือเรื่องราวของมนุษย์เงินเดือนโดยแท้ เพราะชีวิตคนทำงานประจำนั้น ต้องรีบตื่นแต่เช้า เพื่อเดินทางฝ่ารถติด เพื่อมาทำงานในออฟฟิศ ด้วยความหวังก็คือเงินเดือนในแต่ละเดือนที่จะใช้ในการดำรงชีวิต แต่ความฝันสูงสุดของพนักงานออฟฟิศนั้นคงอยู่ที่ โบนัส ปลายปี แต่เพราะว่า เป็นมนุษย์เงินเดือนนี่แหละที่อะไรก็ไม่แน่นอน (แม้บางคนจะบอกว่าได้เงินเดือนทุกเดือนแน่ๆก็ตาม) ความฝัน ความหวังที่จะได้ตำแหน่งดีดี หรือ โบนัสปลายปี ก็อาจจะหลุดลอยไปเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะควบคุมไม่ได้ นายใหญ่ไม่อนุมัติก็จบ ได้แต่ก้มหน้าทำงานกันต่อไป

.

หนังเล่าชีวิตฟรีแลนซ์บ้างนิดหน่อย พูดถึงคนที่ชอบทำอะไรสบายๆ (สโลว์ไลฟ์) ทำอะไรนอกกรอบ นอกคอกนั้นเอง แต่คำพูดของแม่นางเอกที่บอก “ให้หัดไปเรียนรู้ชีวิตในคอกเสียบ้าง ก่อนจะออกมาใช้ชีวิตนอกคอก เผื่อว่าจะชอบก็ได้” แต่ก็ไม่ ชีวิตฟรีแลนซ์มีความเสี่ยงอยู่เยอะเหมือนกัน แม้จะแลกมากับอิสระ และงานในฝันก็ตาม

.

จนพระเอก อดห่วงไม่ได้ เลยหาหนังสือ การออมเงิน การพัฒนาตนเองมาให้อ่าน รวมถึงวางแผน 10 ข้อที่ควรทำในปีหน้าไว้ให้ด้วย แม้จะเป็นฟรีแลนซ์ก็ควรจะทำอะไรจริงๆจังๆบ้าง และการประกันสุขภาพก็เป็นสิ่งสำคัญไม่ควรมองข้ามเผื่อเจ็บป่วย

.

ก็อีกนั่นล่ะ คนที่ทำงานประจำ บางทีก็ไม่ต้องจริงจังตลอด ผ่อนคลายบ้าง ทำอะไรฮาๆบ้าง ลองทำอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยทำดูบ้าง เพื่อให้มีชีวิตชีวา ที่จะส่งผลต่อจิตใจ เพราะในชีวิตจริงเราก็ควบคุมอะไรไม่ได้ ไม่ได้สมหวังเสมอไป แต่ที่ต้องไปต่อ คือ ชีวิตเราตั้งเป้าหมายได้ แต่ก็ควรให้ยืดหยุ่นบ้าง

.

หนังไม่ได้บอกว่าการทำงานประจำจะดีหรือไม่ดี หรือ การเป็นฟรีแลนซ์จะดีกว่า เพราะเราต่างก็มีฝันไปกันคนละแบบ แม้คนทำงานประจำก็อาจจะฝันอยากมีเงินเยอะๆ มีความมั่นคง มีรถ มีบ้าน มีชีวิตที่ดี ไม่ต่างจากคนที่เป็นฟรีแลนซ์ที่มีความฝัน ทำงานอิสระที่ชอบ เปิดร้านขนมเล็กๆ เขียนหนังสือ ทำหนัง ทำเพลง ก็เป็นฝันอีกแบบ ถึงฝันต่างกัน ฝันนั้นก็ให้ความสุขกับคนๆนั้นไม่ต่างกัน

.

โดยรวมแล้วสุดท้ายตัวละครในเรื่องก็ใช้ชีวิตกันต่อไป บางคนเปลี่ยนงานใหม่ บางคนกลับบ้านนอกไปเริ่มต้นใหม่ บางคนก็ยังอยู่ที่เดิม สู้ชีวิตกันต่อไป ก็นับว่าเป็นหนัง feelgood (ฟิวกู๊ด) อีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมแนะนำให้ดูเลยทีเดียว

.

สรุป :ถึงเราจะมีอาชีพที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งที่ทำให้เรายังคงมีความหวัง และดำเนินชีวิตต่อไปได้ ก็คือ ความฝัน นั่นเอง