การ ยิงปืน นัดเดียว ได้นกมากกว่า 1 ตัว ของน้ามู

หลังสิ้นเสียงนกหวีด ของคืนวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา ก็คงจะทราบกันแล้วว่า ทีมที่ได้แชมป์ ยูโรปาลีก ก็คือ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่นเอง

แต่ก่อนหน้านั้นสัก 5 นัด ก่อนที่จะมาถึงนัดชิงชนะเลิศ UEL แมนฯยูฯ ต้องพบเจอกับสถานการณ์ที่เสี่ยงมากกับการที่จะไม่ได้ไปเล่นใน UCL ในฤดูกาลหน้า เพราะอันดับในลีกก็ไม่ค่อยดี เสมอบ่อยจนทำให้อันดับหลุดจาก Top 4 ในขณะที่ เส้นทาง UEL ก็ยังไม่แน่นอนว่าจะได้เข้าชิง และเป็นแชมป์หรือไม่

การจับปลาสองมือถือว่าเสี่ยงมาก สุดท้ายแล้ว น้ามู ก็ยอมที่จะทิ้งเกมในลีกไป ปล่อยให้ แพ้ กับ เสมอ และมาชนะในนัดสุดท้ายในลีกของฤดูกาล สุดท้ายจบแค่อันดับ 6 ในลีก แต่ก็ได้เข้าชิง UEL ตามที่วางเป้าหมายเอาไว้

แน่นอนว่าการจบแค่อันดับหกในลีก จะไม่ได้ไปเล่นใน UCL แน่นอน ทางเดียวที่จะได้ไปในตอนนั้นคือต้องเป็นแชมป์ UEL ให้ได้สถานเดียว

และน้ามูก็ทำสำเสร็จ เพราะการได้แชมป์ UEL นั้น เปรียบได้กับการ ยิงปืนนัดเดียว แต่ได้นกหลายตัว (ที่ไม่ใช่ นก ที่แปลว่าอดนะครับ)

อย่างแรกที่ได้เลยก็คือ ได้เป็นแชมป์ UEL หรือแชมป์ยูฟ่าคัพเดิม สมัยแรกของ แมนฯ ยูไนเต็ด ถือว่าเป็นการได้แชมป์ในทวีปครบทุกรายการที่เคยมีการแข่งขันอีกด้วย และเป็นแชมป์ระดับยุโรปในรอบเกือบสิบปี นับตั้งแต่ที่ได้แชมป์ UCL ปี 2008

อย่างที่สองที่ได้แน่ๆ คือ การได้ตั๋วเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มของ UCL ทันที โดยไม่ต้องไปเล่นรอบคัดเลือก เหมือนทีมที่ได้ อันดับที่ 4 ในลีก

สามคือ ได้เงินรางวัลจากการเป็นแชมป์ UEL และเงินที่จะได้จากการกลับไปเล่นใน UCL ที่สปอนเซอร์ต้องจ่ายอีก รวมไปถึงค่าจ้างที่นักเตะไม่ต้องโดนหัก 20% หากพลาดแชมป์ UEL อีกด้วย

สี่ การซื้อตัวนักเตะใหม่ในฤดูกาลหน้าจะสามารถซื้อได้ง่ายขึ้น เพราะการได้กลับไปเล่นใน UCL สามารถจูงใจให้นักเตะดาวดังยอมย้ายทีม มาเล่นด้วยได้ง่ายกว่า

ห้า เป็นการแสดงให้เห็นว่า น้ามู ยังมีฝีมืออยู่ เพราะการที่ต้องโดนไล่ออกจากเซลชี และเข้ามาทำทีม ผีแดง ในฤดูกาลแรก ก็ยังสามารถพาทีมคว้าถ้วยแชมป์ได้สองใบ แม้ว่าจะเป็นแชมป์บอลถ้วยเล็ก แต่ก็นับว่าเป็นแชมป์อยู่ดี แถมยังทำได้ตามเป้าหมายหลัก คือการได้ไปเล่นในถ้วยใบใหญ่อย่าง UCL ด้วย แม้ว่าการจบอันดับที่หกในลีกจะไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ก็ตาม แต่ทั้งหมดที่น้ามูทำได้ในปีแรกก็นับว่าไม่เลวเลย

การเดิมพันขั้นสูงของน้ามู กับการคว้าแชมป์ UEL ครั้งนี้ นับว่ามีความหมายอย่างมาก จะเห็นได้จากอาการดีใจหลังเกมจบและการเดินไปจูบถ้วยรางวัล มันแสดงให้เห็นว่า ฤดูกาลที่ยาก กับการคุมทีมที่ยิ่งใหญ่ ในปีแรกได้จบลงแล้ว อย่างสวยงาม แล้วเจอกันใหม่ในฤดูกาลหน้า 2017-2018

เริ่มต้นนับ 1 กับแชมป์แรกอย่างเป็นทางการของ น้ามู กับ ยูไนเต็ด

หากไม่นับแชมป์ Community Shield เมื่อตอนต้นฤดูกาล การคว้าแชมป์ League Cup 2017 หรือ อีเอฟเอล คัพ ครั้งนี้ก็นับว่าเป็นการคว้าแชมป์แรกอย่างเป็นทางการของ น้ามู กับ ทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถือว่าเป็นการเริ่มต้นนับ 1 กับถ้วยรางวัล และความสำเร็จที่จับต้องได้ ไม่ต้องมโน

เท่าที่ผมจำความได้ นับตั้งแต่ที่เชียร์ทีม แมนฯ ยูไนเต็ด มาทีมเคยเข้าชิงทั้งหมด 8 ครั้ง ได้แชมป์มา 4 ครั้ง และการเข้าชิงครั้งนี้เป็นครั้งที่ 9 สำหรับตัวผมเองเคยได้ดูถ่ายทอดการแข่งขันแบบสดๆทางทีวี มา 4 ครั้ง หลังสุดนี้เอง แพ้ไปหนึ่งครั้ง และคว้าแชมป์สามครั้งหลังสุด จนมาถึงครั้งนี้

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ เซาแธมป์ตัน

หากดูจากชื่อชั้นก็ต้องบอกว่า แมนฯ ยูฯ ดูเหนือกว่าเห็นๆ แต่เซาแธมป์ตัน เองก็ผ่านทีมใหญ่ๆมา ก็ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา แถมยังได้พักมากกว่าอีกต่างหาก

ครึ่งแรก แค่เริ่มเกมมาก็รู้เลยว่า ทีมนักบุญ เตรียมตัวมาดีจริงๆ บุกใส่ ผีแดง ไม่ยั้ง ผิดคาด คิดว่าจะมาอุด เล่นเอานักเตะผีแดงเล่นกันไม่ค่อยออกเลย แต่ก็นั่นแหละ ฟุตบอลนับที่ประตูยิงได้ ไม่ใช่นับคะแนน กลายเป็นว่า แมนฯ ยูฯ ที่เล่นเป็นรองกว่า แต่กลับทำประตูออกนำไปก่อน ถึงสองประตู จาก สลาตัน และลินการ์ด เกมดูเหมือนจะสบายๆ แต่เซาแธมป์ตันก็ไม่ยอมง่ายๆได้ประตู ตีไข่แตกก่อนจบครึ่งแรก จาก กับเบียดินี่ ทำให้ทีมนักบุญยังมีความหวังอยู่ในครึ่งหลัง

ครึ่งหลัง ก็ยังคงเป็น เซาแธมป์ตัน ที่ทำเกมได้ดีกว่าและมาได้ประตูตีเสมอ เป็น 2-2 เฉยเลย จาก กับเบียดินี่ คนเดิม ทำให้เกมกลับมาเท่ากัน นับว่าเป็นวันที่เด็กผีเล่นกันไม่ดีเลย โดยเฉพาะกองหลัง และกองกลางก็เก็บบอลไม่ค่อยได้ ทีมนักบุญยังคงเล่นได้ดีต่อเนื่องและมีจังหวะเกือบได้ประตูขึ้นนำอีกด้วย สาวกเด็กผีใจไม่ดีเลยจริงๆ คิดว่าคงจะจบและต่อเวลาแน่ๆ แต่บระเจ้า สลาตัน ไม่คิดเช่นนั้น เมื่อเป็นผู้โขกประตูชัยท้ายเกม และปิดเกมลงได้สมบูรณ์

จบเกม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3-2 เซาแธมป์ตัน

ทำให้ทีม ผีแดง คว้าแชมป์ ลีก คัพ สมัยที่ 5 ไปครอง ซึ่งการคว้าแชมป์บอลถ้วยของ แมนฯ ยูฯ แต่ละครั้งไม่เคยง่ายเลย และมันมักจะได้มาในแบบของ แมนฯ ยูฯ มันจึงมีความสำคัญและเป็นที่จดจำในใจ เด็กผี ทุกคน

ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ถ้วยเล็กๆ บนเกาะอังกฤษ แต่มันก็คือความสำเร็จที่จับต้องได้จริงๆ และเป็นการเริ่มต้นนับ 1 ของน้ามู อีกด้วย ซึ่งในฤดูกาลนี้มันยังไม่จบ ไม่แน่ว่า นี่อาจจะไม่ใช่ถ้วยเดียวที่ทีมจะคว้ามา ก็เป็นได้

ผีแดง ปิดฤดูกาลได้สวย หลังคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ สมัยที่ 12 ได้สำเร็จ

ขอบันทึกความทรงจำของทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดฤดูกาล 2015-2016 ไว้สักหน่อย ในฐานะแฟนผีคนหนึ่ง เนื่องจากทีม แมนฯยูฯ เองก็ห่างหายจากความสำเร็จไปนาน นับตั้งแต่ท่านเซอร์อเล็กซ์วางมือไปในฤดูกาล 2013 ดังนั้น การกลับมาคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์อีกครั้งมันจึงมีความหมายอย่างยิ่งต่อทีมปีศาจแดง

LVG พาทีมจบอันดับในพรีเมียร์ลีกแค่อันดับที่ 5 แม้ว่าจะมีแต้มเท่ากับ ซิตี้ ที่ 66 แต้ม แต่ก็ไม่สามารถไปเล่นในรายการ UCL ได้เพราะแพ้ในเรื่องของประตูได้เสีย ด้วยผลงานที่ขึ้นๆลงๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้ ทำให้ทีมไม่สามารถที่จะลุ้นแชมป์ลีกได้เลยในรอบ 3 ปี หลังมานี้ แม้ว่าจะเป็นยุคเปลี่ยนผ่าน แต่ทีมก็ทุ่มทุนไปเยอะ ในทางกลับกันผลที่ออกมากลับไม่เป็นที่น่าพอใจของแฟนผีส่วนใหญ่ จนมีข่าวว่า LVG อาจจะโดนปลดหลังจบฤดูกาลนี้ก็เป็นได้

สิ่งเดียวที่ยังพอเป็นความหวัง ที่จะประสบความสำเร็จได้ นั่นก็คือ รายการเอฟเอคัพ ที่ต้องทำศึกกับ คลิสตัลพาเลซ ในนัดชิงชนะเลิศ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ห่างหายแชมป์จากรายการ เอฟเอ คัพ มานานถึง 12 ปี โดยครั้งสุดท้ายที่ได้แชมป์คือฤดูกาล 2004 และการเข้าชิงในปี 2005 ก็แพ้ให้กับอาร์เซน่อล ในปี 2007 ก็แพ้ในกับเซลชี หลังจากนั้นก็ไม่ได้เข้าชิงและได้แชมป์อีกเลย ดังนั้น การที่ LVG พาทีมเข้าชิงได้จึงมีความสำคัญขึ้นมาทันที อาจจะพอลบล้างความผิดหวังที่พลาดไปเล่นในถ้วยยุโรปหาก ทีมชนะ และคว้าแชมป์มาได้

คลิสตัลพาเลซ พบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศ

เป็นเกมที่ดูแล้วอึดอัดมากๆ แม้ว่า แมนฯยูฯ จะครองเกมบุกได้ดีในครึ่งแรก แต่ก็ไม่สามารถยิงประตูได้ และโดนโต้กลับมาเป็นพักๆ ในครึ่งเวลาหลัง ต่างฝ่ายต่างก็มีโอกาส แต่กลับเป็น คลิสตัล พาเลซ ที่ได้ประตูออกนำไปก่อนในช่วง 15 นาทีสุดท้าย ในเวลานั้นต้องบอกว่างานเข้าแล้วไง ผีแดง แต่ก็ใช้เวลาไม่นาน มาต้า ก็มายิงประตูตีเสมอได้ ทำให้จบ 90 นาที เสมอกันอยู่ที่ 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที ในช่วงต่อเวลาพิเศษทีม ผีแดง กลับต้องมาเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน เพราะโดนใบแดง ทำให้ต้องเล่นตัวน้อยกว่าใน 15 นาทีสุดท้ายทีเหลือ เอาจริงๆตอนนั้นผมคิดว่า แล้วแต่พระเจ้าจะบันดาลแล้วเพราะทีมมีโอกาสแพ้สูงมาก หรือหากต้องจบด้วยการยิงจุดโทษตัดสิน ก็ 50/50 อะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่ทว่า ลินการ์ด ก็มายิงประตูสุดสวย ก่อนหมดเวลาแค่ 10 นาที แล้วก็กลายเป็นประตูชัยในที่สุด ทำให้สิ้นสุดการรอคอย 12 ปี ผีแดงก็คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ สมัยที่ 12 ได้สำเร็จ เทียบเท่ากับอาร์เซนอล และเป็นแชมป์แรกอย่างเป็นทางการในยุคของ LVG อีกด้วย

ตลอดเส้นทางฤดูกาล 2015-2016 แม้จะไม่สวยงามเท่าไหร่ มีปัญหามากมาย แต่ท้ายที่สุดแล้ว ทีมก็ยังคงมีความสำเร็จที่จับต้องได้มาเป็นรางวัลให้กับแฟนผีทั่วโลก ไม่รู้ว่าปีหน้า LVG จะยังอยู่ในตำแหน่งหรือไม่ หรือว่าจะเป็น น้ามู ที่เข้ามาทำหน้าที่แทน แต่ ณ ตอนนี้ขอฉลองแชมป์เอฟเอ คัพ 2016  กันไปก่อนแล้วกัน ส่วนข่าวลือจะเป็นอย่างไร ก็ต้องรอติดตามกันต่อไปครับ

(**หมายเหตุ บทความนี้เขียนขึ้นก่อนที่จะมีการแถลงข่าว ปลด LVG)