คุยเล่นประเด็นหลากหลาย ในช่วงครึ่งปีแรก 2019

ผ่านแล้วครึ่งปี เลยครึ่งปีผ่านแล้ว เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านเลยครึ่งปีมาแล้ว จริงๆก็มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น และก็ยังคงดำเนินต่อไป แต่ไม่ว่าบ้านเมืองจะเป็นยังไง ก็ขอให้มีสติ ผ่านทุกเรื่องไปให้ได้ครับ

มาพักเรื่องเครียดๆ ติดตามเรื่องบันเทิง ที่ผมสนใจตอนนี้ ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมากันดีกว่า

-กีฬา
ฟุตบอล คือ กีฬาหลักที่ผมติดตาม โดยเฉพาะสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งฤดูกาลก่อนจบไม่สวย ต้องเปลี่ยนผู้จัดการทีมคนใหม่ ซึ่งฟอร์มก็ไม่ค่อยดี จบเพียงอันดับ 6 เท่านั้น

แต่ฤดูกาลนี้ มีการซื้อตัวผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเสริมทีมได้ตรงจุด โดยเฉพาะกองหลัง ซึ่งก็น่าจะตอบโจทย์ได้ดี ซึ่งฤดูกาลใหม่ 2019-2020 ก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แม้ฟอร์มเปิดหัวจะดี แต่ฤดูกาลก็ยังอีกยาวไกล สู้ต่อไป ผีแดง แมนฯยูฯ

-เพลง
วงการเพลงไทยปีนี้ก็มีสีสันไม่น้อย ทั้งสายลูกทุ่ง อย่างเพลง เลิกคุยทั้งอำเภอเพื่อเธอคนเดียว / สายเพลงแร็ป อย่างเพลงธารารัตน์ / สายเพลงร็อค อย่างเพลงกรรม เป็นต้น ต่างก็มียอดวิวทะลุ 100 ล้านวิวอย่างรวดเร็ว

ส่วนสาย ไอดอล ที่ผมติดตามอยู่ ปีนี้ด้านเพลงอาจจะยังไม่ค่อยโดนใจตลาด แต่กระแสของวง BNK48 ก็ทำให้เกิดวงใหม่ๆขึ้นมาตอนนี้ ไม่ต่ำกว่า 30+ วง และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆด้วย ก็แสดงว่าตลาดนี้มันยังทำเงินอยู่

และกระแสการทำเพลงแนว T-POP ก็เริ่มมีหลายๆวง กลับมาทำเพลงอีกครั้ง น่าติดตามมากว่า วงการเพลงไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป อาจจะกลับมาปังอีกครั้งก็ได้

-หนัง
ปีนี้มีหนังหลายเรื่องน่าดู แต่ไปเข้าโรงดูจริงๆ แค่เรื่องเดียวเอง Friend Zone (2019) ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน

ส่วนใหญ่จะไปเน้นดูซีรี่ย์หลายเรื่องเลย ทั้ง Game of Thrones ที่อาจจะจบไม่ค่อยประทับใจ แต่ก็ต้องตามเก็บให้หมด

Westworld ก็เป็นซีรี่ย์อีกเรื่องที่ดี แต่ต้องตั้งใจดู เพราะเดินเรื่องช้า

ตอนนี้มีอีกเรื่องที่แนะนำ The Naked Director คืออะไร ไปติดตามดูกันเองครับ

-หนังสือ
กับหนังสือเล่ม ก็ยังอ่านได้น้อยอยู่ แต่ไปอ่านพวกนิตยสารแทน โดยเฉพาะกับหนังสือที่มีน้องๆเมมเบอร์ BNK48 ขึ้นปก ก็จะตามซื้อ ตามเก็บมาอ่าน โดยเฉพาะเล่มที่มีคามิโอชิ ไม่พลาดแน่นอน

ครึ่งปีผ่านไปแล้ว ปลายปีค่อยมาสรุปกันอีกที ว่ามีอะไรน่าสนใจ ในวงการบันเทิง ที่ผมติดตามอยู่ขณะนี้ แล้วเจอกันครับ

10 หนัง ที่ผมชอบดูในปี 2015

ช่วงนี้มีหนังฟอร์มใหญ่เข้าฉายเยอะมากในเมืองไทย แต่น่าเสียดายที่ จังหวัดอุตรดิตถ์ ไม่มีโรงหนังสักโรงให้ผมได้ดู ก็ต้องรอให้หนังเข้าฉายไปสักพัก โน่น..รอเป็นแผ่นก่อนถึงจะมีโอกาสได้ดูกับเขา เรียกว่าได้ดูหนังตามหลังชาวบ้านตลอดๆ แต่ก็เอาเถอะยังไงก็ยังถือว่าได้ดูละน่า

นี่ก็จะมาจัดอันดับหนังที่ผมชอบดูในรอบปี 2015 ก็คือในปีที่แล้วนั่นเอง (#มาสรุปอะไรตอนนี้ #กลางปีแล้ว อิอิ) ส่วนจะมีเรื่องอะไรกันบ้างนั้น ติดตามกันได้เลย จัดไป

อันดับ 10 : Sicario ทีมพิฆาต ทะลุแดนเดือด
เป็นหนังที่ไม่ได้เน้นสาดกระสุน แต่ดูแล้วลุ้นเป็นบ้า เพราะหนังพาเราไปในแดนเถื่อน ตามตัวเอกไปเรื่อยๆ โดยที่ก็ไม่รู้เรื่องอะไร หนังจะค่อยๆเฉลยเองว่าทำไมตัวเอกต้องมาที่นี่ สุดท้ายแล้วกลับเปลี่ยนตัวนำซะงั้น เรื่องมันซับซ้อน ที่ชอบอีกอย่างคือการถ่ายภาพที่เน้นของจริง เช่นฉากพระอาทิตย์ตก แสงในหนังจะดูสวยมาก

อันดับ 9 : The Intern โก๋เก๋ากับบอลเก๋ไก๋
ผมชอบเพราะเป็นหนังที่มีกลิ่นอายของ start up อยู่ในเรื่องด้วย The Intern เล่าเรื่องของชายวัยเกษียณ ที่กลับมาในฐานะเด็กฝึกงาน ที่จะมาเป็นผู้ช่วยนางเอกที่เป็นเจ้าของบริษัท start up ที่มีพนักงานกว่า 200 คน และเธอต้องการหา CEO มาช่วยงาน เพื่อจะได้มีเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น ที่ชอบก็ตรงประสบการณ์ความเก๋า ที่มาช่วยชี้แนะคนหนุ่มสาวยุคใหม่ให้เลือกทางเดินที่ถูกต้อง เป็นหนังฟิวส์กุ๊ด อีกเรื่องที่น่าดูครับ

อันดับ 8 : Little Forest : Summer&Autumn ลิตเติ้ลฟอร์เรส
ใครที่ชอบหนังแนว slow life ต้องดูเรื่องนี้บอกเลย ดีงาม (นางเอกน่ารัก) ดูไปหิวไป เพราะนางเอกจะทำอาหารกินเองทั้งเรื่อง ทำไร่ ทำนา อยู่คนเดียว ในบ้านนอก ต่างจังหวัด โดยมีแม่เธอที่คอยสอนทำอาหารให้ตอนเป็นเด็กเป็นแรงบันดาลใจ แต่เธอเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะอยู่ที่นี่ต่อไปนานแค่ไหน เพราะบางครั้งความลำบากก็ทำให้เธออยากหนีไปจากที่นี่ เข้าไปใช้ชีวิตในเมืองอีกสักครั้งอยู่เหมือนกัน ผมชอบภาคแรกมากกว่า ภาคสองไม่ค่อยโดนเท่าไหร่สำหรับผม

อันดับ 7 : The Walk ไต่ขอบฟ้าท้านรก
ความฝันของพระเอกที่อยากจะไป ไต่ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ให้ได้สักครั้งในชีวิต เขาเริ่มต้นตั้งแต่หัดกายกรรมตอนเป็นเด็ก ในวัยรุ่นเริ่มสนใจไต่เชือก เขาฝึกซ้อมทุกวันเพื่อความฝันที่ยิ่งใหญ่ แต่กว่าจะถึงวันนั้น เขาต้องเตรียมการ และมีคนร่วมมืออีกมากมายกว่าจะทำตามฝันได้สำเร็จ หนังเรื่องนี้เล่นกับความสูงและความเสียว แต่บอกเลยว่ายิ่งสูง คนกลัวความสูง ยิ่งต้องไปดู

อันดับ 6 : Paper Towns เมืองกระดาษ
เป็นหนังสือดังมาก่อนที่จะมาเป็นหนัง แต่ผมยังไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อน เลยดูสนุก บางคนว่าสู้หนังสือไม่ได้ ก็แน่ละหนังสือมันละเอียดกว่า แต่เอาเป็นว่าผมชอบนะ ดูเป็นหนังรักวัยรุ่น ว้าวุ่น ที่พระเอกออกตามหานางเอก ที่หนีออกจากบ้าน โดยมีทีมเพื่อนพระเอกติดตามมาด้วยความสนุกจึงบังเกิด โดยนางเอกจะทิ้งร่องรอยไว้ให้ตามหาเธอ ส่วนจะตามไปเจอหรือไม่ต้องไปดูกันเองครับ

อันดับ 5 : Jurassic World จูราสสิค เวิลด์
แฟนๆไดโนเสาร์ไม่ควรพลาด ยิ่งใครชอบภาคแรกด้วยละก็ ภาคนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเพราะนำกลิ่นอาย ของ 2 ภาคแรกมาใส่ได้เป็นอย่างดี แถมมีเจ้าไดโนเสาร์ตัวโตออกมาให้ได้เห็นอีกหลายตัว หนังดูสนุก โดนใจ เหมือนได้ย้อนไปในวัยเด็กอีกครั้ง แต่หนังมาสร้างในตอนนี้ความตื่นเต้น CG จึงตามมาเต็ม ตื่นเต้นกว่าเดิม พระเอกกวนๆ นางเอกคุณน้าก็เด่น แถมมีตัวเด็กให้ได้ลุ้น รวมถึงไดโนเสาร์ตัวร้ายในตำนานยังกลับมากันครบทีม

อันดับ 4 : Fifty Shades of Grey ฟิฟตี้เชดส์ออฟเกรย์
เรื่องนี้เสียงวิจารณ์ยับมาก สำหรับตัวหนัง แต่หนังสือที่ขายได้ทั่วโลกกว่า 100 ล้านเล่ม ต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว (หนังเรท 20+ นะจ๊ะ เด็กๆรอโตก่อนเนอะ) หลายคนว่าพระเอกไม่เหมาะ ส่วนนางเอกผมว่าก็ใช้ได้นะ ผมชอบในส่วนของครึ่งเรื่องแรกที่ดูเป็นหนังรักโรแมนติก ดูสนุก แต่ครึ่งหลังไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ซึ่งก็ยังเป็นแค่ภาคแรกอยู่เลย หนังสือมี 3 เล่ม แต่หนังยังไม่รู้ว่าจะสร้างออกมากี่ภาค

อันดับ 3 : The Tribe เงียบอันตราย
เรื่องนี้ไม่ได้ชอบที่เนื้อเรื่องแน่นอน เพราะมันดำมืดเหลือเกิน ทั้งความรุนแรง การลักขโมย ขายตัว เรื่องเพศ ทุกสิ่งอย่างมันไม่น่าดูเลย แต่ที่หนังมันน่าสนใจก็ตรงที่เป็นหนังใบ้ ไม่มีคำบรรยาย ถ่ายทำแบบลองเทค ใช้คนเป็นใบ้จริงๆมาแสดง ดูๆไปบางทีเราก็ไม่เข้าใจ แต่บางอย่างก็พอเดาได้ หนังพาเราดำลึกลงไปจนถึงจุดจบที่เราไม่คาดคิด

อันดับ 2 : Mad Max Fury Road แมดแม็กซ์ ถนนโลกันตร์
หนังที่ดูเอามันส์อย่างเดียว ชอบฉากขับรถไล่ล่า ฝ่าพายุ ทะเลทราย สนุกสนานลุ้นตลอดเรื่อง แม้มีช่วงที่พักแต่ก็เพื่อให้เนื้อเรื่องมันเดินต่อได้ หลายๆคนอาจจะบอกว่าก็แค่หนังขับรถไป แล้วก็ขับกลับมา แต่ผมว่านี่ละคือหนังสนุก ดูมันส์สาดแห่งปีเลยทีเดียว

อันดับ 1 : Heart Attackฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ
ก็แน่ละ เพราะผมเป็นฟรีแลนซ์นี่ ก็ต้องอวยไส้แตกให้กับเรื่องนี้อยู่แล้วครับ มันดีงาม มันโดนใจคนทำงานแบบผมด้วย หนังว่าด้วยพระเอกที่ทำงานหนักจนป่วยต้องไปหาหมอ แต่แล้วเมื่อไปเจอหมอกลับรู้สึกแปลกๆ เพราะการได้เจอกันแค่เดือนละครั้งตามหมอนัด และเจอกันเพียงครั้งละไม่กี่นาที ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดความรู้สึกดีดีขึ้นมาได้ หนังให้บทเรียนการใช้ชีวิต การทำงานหนัก จนเราลืมเพื่อน ลืมคนที่รักเรา และลืมคนที่เรารัก กว่าจะรู้ตัวก็จะหมดเวลาแล้ว บอกตรงๆนะ ผมดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว อยากเลิกเป็นฟรีแลนซ์ ซะอย่างนั้น!!

โอเคครบแล้วครับ 10 หนังที่ผมชอบในปี 2015 ส่วนปี 2016 ก็ได้เริ่มเก็บข้อมูลแล้วไว้สิ้นปีมาสรุปอีกทีว่าจะมีหนังโดนใจเรื่องไหนกันบ้าง ส่วนใครที่ชอบดูหนัง ก็ลองตามรายชื่อหนัง Top 10 ของผม ไปเลือกหาซื้อมาดูกันได้เลยครับ