เราต่างก็มีความฝัน ด้วยกันทั้งนั้น

ทุกๆวันเราต่างก็ตื่นขึ้นมาเพื่อออกไปทำงาน ไม่ต่างอะไรจากนกที่ออกบินหาอาหารยามเช้า ส่วนใครจะทำงานอะไร หรือมีตำแหน่งอะไร ก็ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน หรือบางคนไม่ได้ทำงานที่ถนัดหรือเรียนจบมา ก็ต้องฝึกและเรียนรู้งานกันไป

คนที่คิดถึงเรื่องงานมากเป็นพิเศษหน่อยก็คงจะหนีไม่พ้น นักศึกษาที่กำลังจะเรียนจบ คนที่จบมาแล้วแต่ยังหางานไม่ได้ บางคนได้งานแล้วก็อาจจะยังไม่ถูกใจ อยากจะเปลี่ยนงานใหม่ บางคนทำงานมาสักพักเกิดอิ่มตัว อยากย้ายไปทำอย่างอื่น และก็มีบางคนไม่ชอบทำงานในระบบ อยากจะออกมารับงานเอง เป็นฟรีแลนซ์ หรือเป็นนายตัวเอง เปิดร้าน เปิดบริษัทส่วนตัวก็ว่ากันไป

แต่ไม่ว่าใครจะเลือกทำงานแบบไหน งานประจำในบริษัท หรือ งานฟรีแลนซ์ ทุกคนต่างก็มีฝัน อยากทำให้สำเร็จตามเป้าหมาย เพื่ออนาคต ความสุข ความมั่นคง อิสรภาพ หรืออะไรก็ตาม มันเป็นสิทธิของคุณ

พอพูดถึงเรื่องชีวิตคนวัยทำงาน หรือหนังของคนวัย 30 ที่ต้องเจอกับ คนหลากหลาย งาน ตำแหน่งที่ต้องรับผิดชอบ ทำให้ผมคิดถึงหนังไทย เรื่อง “Super Salaryman ยอดมนุษย์เงินเดือน”

เครดิตรูป : ตามในภาพประกอบ

เรื่องย่อ Super Salaryman (2012) ยอดมนุษย์เงินเดือน

พวกเขาคือคนที่มีเงินเต็มกระเป๋าตอนต้นเดือน แต่ใช้ได้ไม่ถึงครึ่งเดือนก็เกิดอาการกระเป๋าแฟบ เจอเพื่อนร่วมงานมากกว่าคนรัก ทำงานหนักเพื่อแย่งกันไปเที่ยวต่างจังหวัดในช่วงวันหยุด Long Weekend เซ็งกับตรรกะล่มสลายของเจ้านาย แต่ก็ต้องจำยอมปฏิบัติตาม และเมื่อเวลากว่าครึ่งชีวิตของพวกเขาอยู่ในที่ทำงาน จึงทำให้เกิดเรื่องราวหลากหลายรสชาติ… ทั้งจริงจังสุดเว่อร์ เหงาเศร้าเคล้าน้าตา เฮฮาขบขัน ฝันหวานโรแมนติก ฯลฯ เรื่องราวชีวิตของเหล่าคนที่ถูกขนานนามว่า “มนุษย์เงินเดือน”

“ปั้น” (ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี) ผู้อำนวยการหนุ่มหล่อผู้วางแผนชีวิตอย่างรอบคอบ,

“หวาย” (โบ-ณัฐชลัยย์สุขะมงคล) ผู้ช่วยสาวคนใหม่ผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมาของปั้นตลอดเวลา,

“นุช” (ไนซ์-จิรภา วงศ์โฆษวรรณ) เลขาสาวของเจ้านายใหญ่ ที่ต้องเหนื่อยกับทั้งชีวิตส่วนตัวและเจ้านายที่ขาดมือไม้อย่างเธอไม่ได้,

“นัน” (ดีเจต้นหอม-ศกุนตลา เทียนไพโรจน์) สาวใหญ่ฝ่ายการเงินผู้มีหนี้ท่วมหัวเพราะใช้จ่ายเกินตัว,

“จือ” (เต๋า AF8-เศรษฐพงษ์ เพียงพอ) เด็กหนุ่มผู้อยากผ่านโปรฯ เพื่อบรรจุเป็นพนักงานประจำ,

“ชัย” (ซ้ง-ธรธร สิริพันธ์วราภรณ์) หนุ่มใหญ่ผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ของบริษัทจนทุกคนหมั่นไส้ความชอบเอาหน้าของเขา

พวกเขาต้องมาร่วมหัวจมท้ายกันในสุดยอดโปรเจ็คต์ที่มี “เงินโบนัส” ของทุกคนเป็นเดิมพัน!!! ภาพจำลองเรื่องราวของเหล่ามนุษย์เงินเดือนผู้มีความต้องการ ความหวัง และความฝันที่แตกต่างกันไปจะลงตัวและลงเอยเช่นไร เงินใช่เหตุผลเดียว ที่ทำให้พวกเขายังมาทำงาน…จริงหรือ “ยอดมนุษย์เงินเดือน” มีคำตอบเป็น “โบนัสชีวิต” ให้คุณ…

ตัวอย่างหนัง : Super Salaryman (2012) ยอดมนุษย์เงินเดือน

เนื้อหา สปอยล์ :

หนังเรื่อง Super Salarymanยอดมนุษย์เงินเดือน นับว่าเป็นหนังอีกเรื่องที่ผมชอบ เพราะมันตรงกับผมในวัยทำงานเช่นกัน แม้หนังจะเล่าเรื่องผ่านมุมมองของ ฟรีแลนซ์ แต่โดยหลักแล้วนี่คือเรื่องราวของมนุษย์เงินเดือนโดยแท้ เพราะชีวิตคนทำงานประจำนั้น ต้องรีบตื่นแต่เช้า เพื่อเดินทางฝ่ารถติด เพื่อมาทำงานในออฟฟิศ ด้วยความหวังก็คือเงินเดือนในแต่ละเดือนที่จะใช้ในการดำรงชีวิต แต่ความฝันสูงสุดของพนักงานออฟฟิศนั้นคงอยู่ที่ โบนัส ปลายปี แต่เพราะว่า เป็นมนุษย์เงินเดือนนี่แหละที่อะไรก็ไม่แน่นอน (แม้บางคนจะบอกว่าได้เงินเดือนทุกเดือนแน่ๆก็ตาม) ความฝัน ความหวังที่จะได้ตำแหน่งดีดี หรือ โบนัสปลายปี ก็อาจจะหลุดลอยไปเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะควบคุมไม่ได้ นายใหญ่ไม่อนุมัติก็จบ ได้แต่ก้มหน้าทำงานกันต่อไป

.

หนังเล่าชีวิตฟรีแลนซ์บ้างนิดหน่อย พูดถึงคนที่ชอบทำอะไรสบายๆ (สโลว์ไลฟ์) ทำอะไรนอกกรอบ นอกคอกนั้นเอง แต่คำพูดของแม่นางเอกที่บอก “ให้หัดไปเรียนรู้ชีวิตในคอกเสียบ้าง ก่อนจะออกมาใช้ชีวิตนอกคอก เผื่อว่าจะชอบก็ได้” แต่ก็ไม่ ชีวิตฟรีแลนซ์มีความเสี่ยงอยู่เยอะเหมือนกัน แม้จะแลกมากับอิสระ และงานในฝันก็ตาม

.

จนพระเอก อดห่วงไม่ได้ เลยหาหนังสือ การออมเงิน การพัฒนาตนเองมาให้อ่าน รวมถึงวางแผน 10 ข้อที่ควรทำในปีหน้าไว้ให้ด้วย แม้จะเป็นฟรีแลนซ์ก็ควรจะทำอะไรจริงๆจังๆบ้าง และการประกันสุขภาพก็เป็นสิ่งสำคัญไม่ควรมองข้ามเผื่อเจ็บป่วย

.

ก็อีกนั่นล่ะ คนที่ทำงานประจำ บางทีก็ไม่ต้องจริงจังตลอด ผ่อนคลายบ้าง ทำอะไรฮาๆบ้าง ลองทำอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยทำดูบ้าง เพื่อให้มีชีวิตชีวา ที่จะส่งผลต่อจิตใจ เพราะในชีวิตจริงเราก็ควบคุมอะไรไม่ได้ ไม่ได้สมหวังเสมอไป แต่ที่ต้องไปต่อ คือ ชีวิตเราตั้งเป้าหมายได้ แต่ก็ควรให้ยืดหยุ่นบ้าง

.

หนังไม่ได้บอกว่าการทำงานประจำจะดีหรือไม่ดี หรือ การเป็นฟรีแลนซ์จะดีกว่า เพราะเราต่างก็มีฝันไปกันคนละแบบ แม้คนทำงานประจำก็อาจจะฝันอยากมีเงินเยอะๆ มีความมั่นคง มีรถ มีบ้าน มีชีวิตที่ดี ไม่ต่างจากคนที่เป็นฟรีแลนซ์ที่มีความฝัน ทำงานอิสระที่ชอบ เปิดร้านขนมเล็กๆ เขียนหนังสือ ทำหนัง ทำเพลง ก็เป็นฝันอีกแบบ ถึงฝันต่างกัน ฝันนั้นก็ให้ความสุขกับคนๆนั้นไม่ต่างกัน

.

โดยรวมแล้วสุดท้ายตัวละครในเรื่องก็ใช้ชีวิตกันต่อไป บางคนเปลี่ยนงานใหม่ บางคนกลับบ้านนอกไปเริ่มต้นใหม่ บางคนก็ยังอยู่ที่เดิม สู้ชีวิตกันต่อไป ก็นับว่าเป็นหนัง feelgood (ฟิวกู๊ด) อีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมแนะนำให้ดูเลยทีเดียว

.

สรุป :ถึงเราจะมีอาชีพที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งที่ทำให้เรายังคงมีความหวัง และดำเนินชีวิตต่อไปได้ ก็คือ ความฝัน นั่นเอง

 

เงินกระจาย อยู่ในอากาศ

เงินไม่ได้มีความสำคัญในชีวิตฉัน” ใครที่กล่าวเช่นนี้ คือ คนที่กำลังมีปัญหาในเรื่องการเงิน ผมไม่ได้กล่าวเองนะครับ 555 แต่อ่านเจอในหนังสือเกี่ยวกับการเงินเล่มหนึ่ง ซึ่งเมื่อผมลองมานึกย้อนๆดู เออ… จริงวะ ผมก็เคยพูดแบบนี้ เพื่อนผมก็เคยพูดแบบนี้ ในเวลาที่มีปัญหาเรื่องเงิน เรามักจะปลอบใจตัวเอง ว่าเงินไม่ได้สำคัญอะไรขนานนั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้น มันสำคัญมาก บางทีจำเป็นต้องใช้เงินในเวลาเดี๋ยวนั้นเลย แต่ไม่มีเงินติดกระเป๋าสตางค์เลยสักบาท

บางครั้งเราเองก็ งง กับชีวิต ทั้งที่พยายามทำงาน หาเงินได้ตั้งมากมาย แต่ทำไมพอสิ้นเดือน ไม่มีเงินเหลือเก็บ เหมือนกับว่าเงินไหลเข้ามาและก็วิ่งออกไปในทันทีเลย

จนผมได้มาอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเงินหลายๆเล่มก็ได้เริ่มเข้าใจ ในเรื่องเกี่ยวกับเงินมากขึ้น ทั้งการหาเงิน การเก็บเงินและการใช้เงินลงทุน สร้างความมั่นคงให้กับชีวิต

มาเริ่มกันที่การหาเงินก่อนเลย ส่วนใหญ่คนเราจะมีรายได้กันแค่ทางเดียว คือ เงินเดือน หากว่าใครขยันๆหน่อยก็อาจจะมีรายได้จาก การทำงานเสริม เช่นเปิดท้ายขายของ หรือขายของออนไลน์ รับงานพิเศษ เป็นต้น

บางคนที่ไม่ได้ทำงานประจำ อย่างผมเอง ที่รับแต่งานฟรีแลนซ์ บางเดือนงานน้อยก็ทำให้เงินไม่พอใช้ บางเดือนก็ไม่มีเวลาใช้เงิน (เพราะงานเยอะตลอดเวลา) แต่ข้อดีของฟรีแลนซ์ จะได้เปรียบคนทำงานประจำ ตรงที่สามารถเลือกเวลาทำงานได้ เลือกงานที่จะทำได้ ทำที่ไหน เวลาไหนก็ได้ ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แต่ในที่ทำงานเท่านั้น

ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่ว่าใครชอบทำงานแบบไหน เพราะงานแต่ละงานก็มีจุดเด่นเฉพาะตัว และใช่ว่าทุกคนจะเหมาะกับการออกมาทำงานเป็นฟรีแลนซ์เสมอไป ไม่ว่างานอะไร ขอให้ทำแล้วได้รายได้มาเลี้ยงตัวเองก็พอ

แต่คำถามหนึ่งที่ต้องถามตัวเองก็คือ งานที่ทำอยู่มันใช่แล้วหรือยัง เงินเดือนหรือรายได้ มันเพียงพอสำหรับคุณไหม ถ้าคำตอบคือไม่ อันนี้คุณต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้แล้วว่าคุณต้องการทำงานอะไรจริงๆ ชีวิตนี้เป้าหมายของคุณคืออะไร แล้วรายได้เท่าไหร่กันที่คุณต้องการ

หากว่ารายได้ยังไม่ได้ตามเป้า เราก็ต้องพัฒนาตัวเองให้เหมาะสมกับรายได้ที่เราต้องการผมเชื่อว่าหากเรามีความสามารถถึงขั้นที่มีคนยอมจ่ายเงินตามที่เราต้องการได้ ยังไงก็มีคนจ้างงานเรา เงินจะไปหาคนที่มีความสามารถคู่ควรเท่านั้น

เมื่อมีงานมีเงินแล้ว ก็ต้องหมั่นเก็บออมเงินด้วย ผมเองก็พลาดมาหลายที ตอนมีงานเยอะๆ ยิ่งเงินเข้ามามาก ก็ใช้มาก พองานน้อยเงินขาดมือ ก็ไม่รู้จะทำยังไง บางทีต้องไปกู้ยืมมาหมุนใช้ เพราะไม่ได้วางแผนเรื่องการเก็บออมเงิน ทั้งการเก็บออมเงินเพื่ออนาคต และการออมเงินเผื่อไว้ในยามจำเป็น ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดมากๆในตอนนั้น

ตอนนี้ผมจึงเริ่มหันมาเก็บออมเงินไว้อย่างน้อย 6 เดือน หากผมไม่มีงาน หรือไม่ทำงานอะไรเลยในช่วง 6 เดือนนี้ ก็จะยังสามารถมีเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนในแต่ละเดือนได้ ถือเป็นการวางแผนเพื่อลดความเสี่ยงไปในตัว

บางคนทำงาน เก็บเงิน มีเงินก้อนใหญ่ ก็อยากที่จะนำเงินไปลงทุน ทำธุรกิจ เล่นหุ้น ทำห้องเช่า หรืออื่นๆ ตรงจุดนี้ แล้วแต่ความชอบความถนัดของแต่ละคนเลยครับ แต่หากยังไม่รู้จะลงทุนกับอะไรดี ขอให้ลงทุนกับความรู้ในเรื่องที่คุณสนใจก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ต้องรีบ ศึกษาในเรื่องที่จะไปลงทุนในดีเสียก่อน ก่อนที่จะรับกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับเงินของคุณ

ผมยังเชื่ออยู่เสมอว่า เงินนั้นกระจาย อยู่ทั่วไปในอากาศ(เงินมีมากมาย มากมายเพียงพอสำหรับทุกๆคน) อยู่ที่ว่าใครจะสามารถคว้าเอามาใส่ในกระเป๋าตัวเองได้เท่านั้น แต่ก่อนที่จะคว้าเงินนั้นมา เราเองก็ต้องหัดพัฒนาตัวเองให้คู่ควรกับจำนวนเงินนั้นเสียก่อน ว่าแล้วผมก็ขอตัวไปหาหนังสือมาอ่านเพื่อพัฒนาตนเองสักเล่มก่อนนะครับ…โดยเฉพาะหนังสือเกี่ยวกับการเงิน

…เพราะเรื่องเงินนั้น มหาลัยไม่ได้สอน

งานประจำ หรือ งานไม่ประจำ อาจไม่ได้วัดกันที่ใครทำเงินได้มากกว่า

งาน ทุก งาน มีคุณค่าอยู่ในตัวของมันเอง ตัวเงินอาจไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จเสมอไป ความมั่นคง อาจจะเป็นที่ต้องการของคนบางกลุ่ม แต่อาจไม่ใช่ของคนอีกกลุ่ม อิสระ ก็เช่นกัน และไม่ว่า งานประจำ หรือ งานไม่ประจำ มันก็คือ งาน เหมือนกันนั่นล่ะ

เพียงแค่ว่า เรา พอใจ ที่จะเลือกทำแบบไหน?

งานประจำ คนที่ทำงานประจำ เขาก็พอใจที่จะได้รับเงินเดือนทุกเดือน ที่แน่นอน และมองว่ามันมั่นคง คนที่ประสบความสำเร็จจากการทำงานประจำก็มีมากมาย เป็นที่ยอมรับ เงินเดือนหลักแสน หลักล้าน ก็มี หรือ บางคนเลือกที่จะรับราชการ เพราะเบิกได้ พ่อ แม่ เจ็บป่วย จะได้สบาย นั่นก็เป็นความพึ่งพอใจ ของคนทำงานประจำ

งานไม่ประจำ คนที่ทำงานไม่ประจำ คนทำธุรกิจส่วนตัว หรือ ฟรีแลนซ์ พวกเขาต้องการออกมาทำงานในแบบของตัวเอง เป็นนายตัวเอง ก็มีคนที่ประสบความเร็จมากมาย มีรายได้ทุกวัน หรือ รายได้ก้อนใหญ่ มีอิสระ บางคนเลือกที่จะทำงานไม่ประจำ เพราะได้อยู่บ้าน ได้อยู่ใกล้กับครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการเช่นกัน

ผมได้อ่านหนังสือ การลาออกครั้งสุดท้าย” ซึ่งตอนแรกก็เข้าใจว่า เป็นหนังสือสอนเทคนิครวย โดยไม่ต้องทำงาน แต่พอได้อ่านแล้วมันไม่ใช่เลย การที่เขาอยากลาออก เพราะเขาเห็นว่างานมันไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต มันยังมี วิชาอย่างอื่นอีกมากมายที่ต้องทำ นอกจาก วิชา ทำมาหากิน เช่น การพัฒนาตนเอง การดูแลครอบครัว การดูแลสุขภาพ การช่วยเหลือผู้อื่น เป็นต้น ดังนั้น การลาออกของเขา ก็เพื่อจะได้มีเวลาทำอะไรหลายๆอย่างได้ และได้ทำอย่างที่เขาอยากทำจริงๆ ซึ่ง เขาก็ไม่ได้รีบเร่งที่จะลาออกมาทันที มีการวางแผน เก็บเงิน ลงทุน พัฒนาตนเอง จนถึงจุดหนึ่ง (ทำงานประจำกว่า 5 ปี) จึงได้ตัดสินใจลาออกมา ทำตามความฝัน และบทสรุป จริงๆของการลาออกครั้งสุดท้าย คือ หากคุณรักงานประจำที่ทำอยู่คุณพอใจอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องลาออก หรือ คุณทำงานไม่ประจำและพอใจในสิ่งที่ทำอยู่แล้วก็ไม่ต้องลาออกที่ไหนอีกเช่นกัน จึงเป็นการลาออกครั้งสุดท้าย เพราะคุณได้พบสิ่งที่คุณรักและทำมันแล้วนั่นเอง

อีกเล่ม คือ หนังสือ งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า” เป็นหนังสือ โดนๆ ของคนทำงานฟรีแลนซ์อย่างผมมากเช่นกัน และคุณบอย ผู้เขียน ก็ได้บัญญัติ งานฟรีแลนซ์ ใหม่ว่า งานไม่ประจำ ซึ่งผมว่ามันเท่ ดี แต่เดี๋ยวก่อน กว่าที่จะทำงานไม่ประจำ ให้ทำเงินนั้น มันก็ไม่ได้ทำกันง่ายๆ เพราะคุณต้องเรียนรู้ ว่ามีความสามารถด้านไหน คุณต้องโดดเด่นในงานนั้นๆจริงๆ มี แบรนด์ เป็นของตัวเอง เพื่อให้คนจดจำ ต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ต้องรู้จักคนเก่งๆ คือ สรุปง่ายๆ คนต้องแน่จริงในสายงานนั้น จึงจะสามารถทำงานไม่ประจำ ให้ทำเงินได้มากกว่าเดิม ดังนั้นหากคุณยังไม่พร้อม และยังไม่รู้ว่า ลาออกมาแล้วจะทำอะไรดี อย่าพึ่งตัดสินใจลาออกมาเลยครับ ฝึกฝนงานประจำให้ดีก่อน เพราะงานไม่ประจำ ต้องอาศัย ความรับผิดชอบที่สูงมาก ในระหว่างที่ทำงานประจำ คุณสามารถพัฒนาตนเอง และเริ่มทำงานไม่ประจำควบคู่กันไปก่อนได้ เมื่อพร้อมแล้วค่อยออกมาก็ยังไม่สายครับ ผมเตือนคุณแล้ว!!

สุดท้ายแล้ว งานประจำ หรือ งานไม่ประจำ เงิน อาจไม่ใช่คำตอบเดียว กับสิ่งที่ทำอยู่ หากแต่เป็น ความพอใจ และความสุข ที่ได้ทำงานนั้นๆ เหมือนกับว่าไม่ได้ทำงานอยู่เลย เพราะทุกวันงานที่ทำคือส่วนหนึ่งในชีวิต.. งาน จึงไม่ได้วัดกันที่เงินมากหรือน้อย แต่วัดกันที่ความสุข จากการได้ทำงานนั้นๆ