เว็บไซต์ยังสำคัญ แต่คนกำลังหันไปตาม โซเชียลมีเดีย (Social Media) กันมากขึ้น

เทรนด์ออนไลน์เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเสมอ ยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้าเท่าไหร่ สิ่งใหม่ก็จะเกิดขึ้นมาแทนสิ่งเก่าที่ล้าหลัง ผู้คนก็จะมองหาอะไรใหม่ๆที่เขาชอบ ก็จะไปรวมตัวกันที่นั่น หมุนเวียนไปเรื่อยๆ แม้แต่เว็บไซต์ก็ยังต้องปรับตัว เพื่อให้คนยังติดตามอยู่ ไม่หนีหายไปไหน”

วันที่โลกออนไลน์กำลังเติบโต ยุค .Com บูม ใครๆก็เปิด เว็บไซต์ เพื่อแสดงตัวตน และสร้างความน่าเชื่อถือบนโลกออนไลน์ เพื่อธุรกิจ จากหน้าร้านธรรมดา ก็ต้องเปิดเว็บเพื่อขายของบนออนไลน์ด้วย ทำให้เว็บไซต์ในตอนนั้นมีความสำคัญมาก  ปัจจุบันก็ยังสำคัญอยู่ ยังต้องมี แต่ก็ต้องมีการปรับตัวด้วยการเชื่อมต่อกับโลกของ SNS ไว้ด้วย

บางคนเห็นว่าการทำเว็บไซต์ดูจะยุ่งยากไป ก็หันมาเปิด บล็อก (Blog) ทำบล็อกส่วนตัว หรือผสมความเป็นร้านค้าออนไลน์ด้วยก็ได้ แบบง่ายๆ ก็เป็นที่นิยมอยู่ระยะหนึ่ง รวมถึงบล็อกส่วนตัวของผมเอง ก็เกิดขึ้นในยุคนั้น ยุคที่คนกำลังนิยมใช้ เวิร์ดเพรส ในการสร้างบล็อก

แต่ทั้งเว็บไซต์ หรือ แม้แต่บล็อก ต่างก็เจอผลกระทบ เพราะการมาของ โซเชียลมีเดีย (Social Media) ซึ่งเริ่มค่อยๆเข้ามามีบทบาทสำคัญกับคนยุคใหม่ๆ เนื่องจากมือถือที่ต่ออินเตอร์เนตความเร็วสูง ราคาเนตที่ถูกลง ทำให้เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ แค่มีมือถือก็ท่องโลกออนไลน์ได้แล้ว จึงทำให้ โซเชียลมีเดีย (Social Media) เติบโตไวมากๆ จนคนหันมาติดตามทางนี้กันเยอะเลย ส่งผลให้เว็บไซต์ของหลายๆคนกลายเป็นเว็บล้าง บล็อกเหงาๆ หากขาดการอัพเดทนานๆ เนื้อหาเก่า ไม่สดใหม่ คนก็จะค่อยๆหายไปตามกาลเวลา ต่างกับ SNS ที่คนเล่นกันเยอะ มีอะไรใหม่ๆอยู่เสมอ

ส่วนการมาของ โซเชียลมีเดีย (Social Media) ก็มีหลากหลาย เช่น

Twitter : ที่คนชอบเล่นเพราะเสพข่าวสารรวดเร็ว มีข่าวอะไรก็ดูที่ # ว่าอันไหนขึ้นเทรนด์ก็ตามส่องกันไป รวมถึงคนที่ชอบติดตามข่าวดารา ละคร หรือศิลปินนักร้อง ก็มักจะใช้ Twitter ในการพูดคุยกันในด้อม แล้วแต่ว่าจะติดตามกันใน # อะไร เช่นผมติดตามวงไอดอล BNK48 ก็จะค้นหาใน #BNK48 บนทวิตเตอร์ว่ามีการพูดถึงเรื่องอะไรกันในแต่ละวัน เป็นต้น

Instagram : จะเน้นพวกถ่ายรูปภาพสวยๆ แล้วอัพขึ้นที่นี่ โดยมาก ดารา ศิลปิน ก็จะชอบเล่นกัน เพราะได้โชว์รูปสวยๆ คนทั่วไปก็ชอบติดตามดารา ศิลปิน อยู่แล้ว เลยทำให้ IG เติบโตมากขึ้นไปด้วย พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ชอบฝากร้านกันเยอะ ก็ตาม IG ดาราดังนี่แหละ

Facebook : เป็นอีก โซเชียลมีเดีย ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งแบบใช้ส่วนตัว และเปิดเพจ ในเรื่องที่สนใจ บางคนก็ทำเป็นเพจธุรกิจเลยก็มี ทั้งธุรกิจใหญ่ น้อย ต่างก็มีเพจเพื่อขายสินค้า และมีไว้อัพเดทผลงาน ข่าวสาร ให้คนมาติดตาม คนแทบทุกวงการต่างก็มีเพจเป็นของตัวเอง เพื่อติดต่อกับลูกค้า และแฟนคลับ แม้หลังๆความนิยมจะลดลงบ้าง แต่ปริมาณก็ยังมีมากอยู่ดี ทั้งนี้พวกเพจ Facebook ต่างๆ น่าจะมีผลทำให้คนทำเว็บไซต์ หรือบล็อกน้อยลงด้วย เพราะสามารถเปิดเพจได้ฟรี ใครก็เปิดเพจได้ และคนมักจะติดตามได้ง่ายด้วย นั่นเพราะใครๆก็เล่น FB แถมยังติดต่อสื่อสารกันได้รวดเร็วกว่า จึงทำให้ Facebook ยังคงเป็น หนึ่งใน SNS ที่คนยังติดตามกันเยอะ และมีผลต่อธุรกิจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน

YouTube : กำลังเป็นที่นิยมมากที่สุดในยุคนี้เลยก็ว่าได้ แม้แต่วงการ ทีวีดิจิตอล ยังต้องยอมรับ เพราะคนไม่ค่อยดูทีวี แต่หันมาเปิดยูทูปดูมากกว่า เพราะจะดูเมื่อไหร่ก็ได้ ดูไม่จบ มาเปิดย้อนหลังดูใหม่ก็ได้ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้คนไปสนใจเปิดดูรายการบน YouTube มากขึ้น และเชื่อว่าวงการโฆษณาคลิปวิดีโอบน YouTube ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนับจากนี้ เรียกว่าเป็นตลาดใหญ่อีกตลาดที่น่าสนใจเลยทีเดียว และเชื่อว่าการแข่งขันของคนทำ YouTube ในปี 2020 จะดุเดือดอย่างแน่นอน ด้วยความที่ใครก็สามารถเปิดช่องบน YouTube ได้ คนทั่วไป หรือแม้แต่ดารา ก็ยังหันมาทำช่องเป็นของตัวเอง ทีวีช่องใหญ่ๆก็ยังเอารายการ ละคร ย้อนหลัง มาลงให้คนดูบนยูทูปกันแล้ว เพราะยอดวิว ยอดผู้ติดตาม สามารถเปลี่ยนเป็นรายได้จาก YouTube นั่นเอง

จะเห็นได้ว่าผู้คนต่างก็มีทางเลือกในการรับข้อมูลข่าวสาร หรือเพื่อความบันเทิง บนโลกออนไลน์มากมาย ทำให้เว็บไซต์ หรือบล็อก ไม่เป็นที่นิยมเท่าเมื่อก่อนแล้ว แม้แต่เว็บดังๆของประเทศที่เมื่อก่อนคนเข้าชมวันละเป็นล้านแบบไม่ซ้ำเครื่อง ปัจจุบันไม่ค่อยถึงล้านแล้ว แค่เกือบๆ หรือถึงบ้างเป็นบางวัน ทั้งที่เมื่อ 3-5 ปีก่อนหน้า มีหลายเว็บเคยมีคนเข้าชมหลักล้านต่อวันหลายเว็บด้วยกัน จะเห็นได้ว่าโลกมันเริ่มเปลี่ยนเทรนด์ไปแล้วนั่นเอง

ถ้าสังเกตให้ดี เทรนด์ตอนนี้ เปลี่ยนจากการอ่านตัวหนังสือบนเว็บไซต์ เป็นดูคลิปวีดีโอบน YouTube มากขึ้น มาสักพักแล้ว และปี 2020 ภาพของเทรนด์นี้จะยิ่งชัดเจนมากขึ้น ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่เป็นแบบนี้ทั่วโลก

ทำการตลาดออนไลน์ สร้างแบรนด์ และทำ SEO

การตลาดออนไลน์ในศตวรรษที่ 21 ในยุคนี้ใครๆก็ทำธุรกิจออนไลน์กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเถ้าแก่ หรือหนุ่มสาว ยุคใหม่ ต่างก็ให้ความสนใจในโลกอินเตอร์เน็ตกันมากขึ้น ธุรกิจไม่ได้อยู่แค่การเปิดหน้าร้าน ตลาดนัด อีกต่อไป แต่กำลังถูกยกขึ้นมาสู่โลกออนไลน์แบบเต็มตัว ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่าง สมาร์ทโฟนแท็บแล็ต ค่ายต่างๆ ทำให้คนยุคนี้ สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ง่ายๆ และการมาของ โซเชียลมีเดีย ต่างๆ โดยเฉพาะ Facebook , Twitter , Instagram , Youtube เป็นต้น ช่วยในการส่งเสริมการขาย สร้างแบรนด์ และแฟนคลับของร้านได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงการปิดการขายใน Search อย่าง Google โดยการทำ SEO ก็เป็นอีกช่องทางที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เช่นกัน

การทำการตลาดออนไลน์ มีด้วยกันหลายช่องทาง แต่หลักๆที่ผู้เขียนนิยมทำอยู่ คือ การสร้างแบรนด์ โดยใช้โซเชียลมีเดีย อย่าง Facebook Page กับ การทำ SEO เป็นหลัก เพราะตอบโจทย์ได้ดีที่สุดสำหรับผู้เขียนเอง ก็เลยอยากแนะนำครับ

การจะเริ่มต้นทำธุรกิจออนไลน์นั้นผมก็อยากจะแนะนำว่าควรจะมีการสร้างบล็อกหรือเว็บไซต์ ด้วย เพื่อจะได้ดูมีความน่าเชื่อถือ และเพื่อแนะนำสินค้าบริการ ปิดการขาย ที่เว็บไซต์หรือบล็อกของเราเอง แต่บางคนอาจจะอยากทดลองตลาด โดยการสร้าง Facebook Page มาก่อน เพื่อดูกระแส แล้วค่อยมาทำเว็บไซต์ ก็ไม่ว่ากันครับ แล้วแต่เลย สำหรับผมเองนั้น จะใช้การสร้างบล็อกเป็นหลักก่อนครับ แล้วค่อยสร้างเพจเฟชบุ๊กขึ้นมาเพื่อทำการโปรโมทสร้างแบรนด์อีกทีหนึ่ง

การสร้างแบรนด์ โดยเลือกใช้ Facebook Page เพราะง่าย คนไทยส่วนใหญ่ก็จะเป็นสมาชิก Facebook และเล่น Facebook กันเยอะ แทบทุกคนจะต้องมีรหัสเฟชบุ๊กกันทั้งนั้น ไม่เชื่อลองถามเพื่อนคุณดูสิครับ ว่าเล่น Facebook ไหม?

การสร้าง Facebook Page ก็ไม่ยาก และคนที่สนใจเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการก็จะมากดไลค์ติดตามเพจได้ง่าย ยิ่งมีคนมา Like มาก ก็ยิ่งดังเป็นกระแส คุณก็จะมีโอกาสได้ลูกค้ามากขึ้นจากตรงนั้น แต่ก็ต้องระวังเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าสร้างเพจเพื่อมาขายของอย่างเดียว ที่สำคัญคือเนื้อหา ข้อมูล ความรู้ ก็ควรอัพเดทอย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน เพราะคนที่มาติดตามหรือมาไลค์เพจ บางคนไม่ได้สนใจสินค้าเรา แต่สนใจเนื้อหาในเพจเรา ซึ่งไม่แน่เขาอาจจะมาเป็นลูกค้าในอนาคตเราได้ ดังนั้นก็ควรใส่ใจในเนื้อหาด้วยเช่นกัน

Facebook Page จะเป็นช่องทางที่ลูกค้าเข้าถึงได้ง่าย สามารถคุยโต้ตอบได้ตลอด แทบจะทันที และที่ดีคือ เราไม่ควรปล่อยให้คนที่อยู่ในเพจเข้ามาแล้วออกไปเฉยๆ เราควรส่ง คนใน Facebook Page ไปที่ บล็อก หรือ เว็บไซต์ เราด้วย เพราะเราไม่รู้หรอกครับ ว่า Facebook Page จะอยู่กับเราได้นานแค่ไหน แต่ เว็บไซต์หรือบล็อกของเรานั้น จะอยู่กับเราไปอีกนานหรือจนกว่าเราจะเลิกทำมัน เราจะอาศัย Facebook Page ช่วยในการโปรโมท เว็บไซต์ และบล็อก ของเราให้คนจดจำแบรนด์ของเราไปด้วย

เมื่อ Facebook Page ช่วยดึงคนมาเข้าเว็บไซต์และบล็อกเราได้ ด้วยการสร้างแฟนและสร้างแบรนด์

การทำ SEO ก็เป็นการช่วยเร่งให้การปิดการขายบนเว็บไซต์และบล็อกของเราได้เช่นกัน หากแต่ว่าการจะมาเล่นสาย SEO นั้นไม่ง่ายนัก เพราะด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง ทางการเลือกคีย์เวิร์ดที่จะทำอันดับ เว็บไซต์ ที่ต้องออกแบบให้รองรับการทำ SEO คู่แข่งที่เป็นเจ้าที่เก่าและหน้าใหม่ในตลาดที่เกิดขึ้นมาตลอด และที่สำคัญระยะเวลาในการทำอันดับกว่าจะได้มานั้นไม่ง่ายเลย ยิ่งคีย์เวิร์ดยากๆที่มีการแข่งขันกันสูงๆ ต้องใช้เวลาหลายเดือน หรือหลายปีก็มีครับ กว่าจะขึ้นมาติด Top 10 หน้าแรกบน Google ได้

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า seo นั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการปิดการขายให้เราได้ เพราะคิดดูนะครับว่า คนที่ค้นหาข้อมูลส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็มักจะใช้ Google ค้นหาข้อมูลทั้งนั้น ไม่ว่าจะหาข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบราคา ดูความน่าเชื่อถือ หรือเพื่อต้องการจะซื้อสินค้านั้นๆ ยิ่งเป็นคีย์เวิร์ดที่มีผลต่อการซื้อขายด้วย โอกาสในการที่คนจะคลิกเข้ามาที่เว็บเราแล้วซื้อสินค้าเลยก็มีโอกาสมากเช่นกัน

อยู่ที่คีย์เวิร์ด เราจะไปติดในอันดับที่เท่าไหร่ แต่อย่างน้อยๆผมว่าต้องติด Top 10 หรือให้ดี Top 5 , Top 3 ไปเลย ถ้าใครได้ Top 1 ก็รวยครับบอกเลย ยังไงคนก็สนใจคลิกเว็บที่ติดอันดับต้นๆก่อนอยู่แล้ว คนที่ติดอันดับหลังๆนี่ก็ต้องรอคิวต่อไป แต่ก็ใช่ว่าคนที่ติดอันดับแรกจะปิดการขายได้เสมอไป บางคนลูกค้าอาจจะสนใจเว็บที่ติดอันดับ 5 ก็ได้ เพราะสินค้าและราคาโดนใจกว่า ก็แล้วแต่ดวงด้วยครับ แต่ที่แน่ๆ ทำให้คีย์เวิร์ดเว็บไซต์คุณติดหน้าแรกไว้ก่อนโอกาสในการปิดการขายก็มากกว่าเว็บที่ไม่มีอันดับเลยครับ

จะเห็นได้ว่า ผมเน้นการทำการตลาดออนไลน์หลักๆคือ ต้องมี บล็อก หรือ เว็บไซต์ และใช้วิธีการสร้างแบรนด์จากการทำ Facebook Page เพื่อส่งคนมาที่เว็บไซต์หรือบล็อกเราอีกที กับการทำ SEO ซึ่งจะได้คนจากการ Search google ในกรณีที่คีย์เวิร์ดเว็บไซต์เราติดอันดับในหน้าแรกๆของ google และจะมีโอกาสปิดการขายได้เร็วกว่า

วิธีการทำการตลาดอื่นๆ ก็ยังมีอีกมายทั้งโซเชียลมีเดียและอื่นๆ แต่ในที่นี้ ผู้เขียน ขอแนะนำดังที่กล่าวไป เพราะได้ทดลองด้วยตนเองแล้วเห็นผล ก็เลยนำมาบอกเล่าเท่านั้นเองครับ หากใครมีวิธีเด็ดๆก็สามารถเมลมาแนะนำได้นะครับ ยินดีรับฟังเสมอ

จงอธิบาย การทำ SEO ในแบบของคุณแบบสั้นๆ ให้เข้าใจ?

นี่คือ 1 ในคำถามที่ผมมักจะเจอบ่อยๆ ทางโทรศัพท์

จงอธิบาย การทำ SEO ในแบบของคุณแบบสั้นๆ ให้เข้าใจ?”

ซึ่งผมก็สามารถอธิบายได้อยู่ ว่ามันทำยังไง ทำอะไรบ้าง แต่ถ้าจะให้อธิบายแบบสั้นๆ ทางโทรศัพท์ คงไม่พอ เพราะรายละเอียดการทำ SEO มันย่อยเยอะมาก และเทคนิคและวิธีการ ก็ต่างกันด้วย แต่ละคน แต่ละเจ้า แต่ละเว็บ ก็ทำไม่เหมือนกัน ต่อให้ใช้ คีย์เวิร์ด หรือใช้เน็ตเวิร์คที่เดียวกันก็เถอะ!!

ส่วนใหญ่ผมก็จะตอบไปว่า “ผมทำ SEO สายคุณภาพ สายขาว อยู่แล้วครับ เพราะว่าต้องทำแบบรักษาอันดับ 1 ปี ด้วย ไม่ใช่แค่ทำอันดับได้แล้วก็ทิ้งไปเลย”

การทำ SEO ในแบบของผมนั้น หลักๆ จะมีด้วยกัน 2 แบบ คือ 1.แบบ Onpage กับ 2. แบบ Offpage ซึ่งก็เป็นการทำ SEO ตามหลักทั่วไป ที่ควรทำ

ทีนี้ก็ต้องมาอธิบายอีกว่า SEO On page คืออะไร

SEO On page คือ การทำ SEO จากภายใน เช่น การปรับ ข้อมูล คีย์เวิร์ด โค๊ดต่างๆ รวมไปถึงรูปภาพ และการลิ้งค์ภายในเว็บด้วย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเน้นเรื่องการวางคีย์เวิร์ด ตำแหน่งต่างๆของคีย์เวิร์ด ปรับเพื่อให้การทำอันดับทำได้เร็วขึ้นหรือดีขึ้น ให้รองรับการทำ SEO โดยภาพรวมได้ง่ายขึ้น ซึ่งทั้งนี้จะปรับมากหรือน้อยนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าเว็บไซต์ที่ส่งมาให้ทำ SEO นั้น มีการออกแบบเว็บมาแบบไหน หากทำเว็บมาดีอยู่แล้ว วางคีย์เวิร์ด มีข้อมูลเนื้อหาวางมาดี แล้ว ก็แทบจะไม่ต้องปรับแก้อะไรเลย สามารถทำ SEO ได้ทันที แต่ส่วนใหญ่ที่ผมเจอนั้น ต้องมีการปรับแก้อย่างน้อย 1 ถึง 2 จุด เป็นประจำ

แล้วก็ต้องมาอธิบายว่า SEO Off page คืออะไร ต่อ

SEO Off page คือ การทำ SEO จากภายนอก ซึ่งส่วนใหญ่ เน้นไปในเรื่องของ Backlink เป็นหลักอยู่แล้ว ส่วนจะลิ้งค์มาจากไหนบ้าง ทำอะไรบ้างนั้นก็แล้วแต่เทคนิค ซึ่งหลักๆ ก็จะใช้ เน็ตเวิร์คส่วนตัว ทำลิ้งค์ไปหาเว็บลูกค้า Link จากเว็บฟรี หรือ ซื้อ backlink จากเว็บที่มี PR สูงๆ ก็เป็นเทคนิคหนึ่ง ซึ่งมีรายละเอียดอื่นๆอีกเยอะ เกี่ยวกับลิ้งค์ แต่ ณ ตอนนี้การใช้วิธียิง Link อย่างเดียวนั้นไม่เกิดประโยชน์ ต้องใช้ให้เป็นด้วย เพราะถ้ามากไปก็อาจจะโดนแบนได้ ต้องระวังในจุดนี้ด้วย

ส่วน SEO Off page ในแบบอื่นๆ ก็จะมีเรื่องของ โซเชียลมีเดีย เข้ามาด้วย เพราะเป็นยุคที่คนหันมาใช้ โซเชียลมีเดีย กันเยอะ ดังนั้น เราจึงต้องทำลิ้งค์จาก พวก โซเชียลมีเดีย ต่างๆ เช่น แฟนเพจ, ทวิตเตอร์, ยูทูป เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ก็เป็นการทำ SEO ในแบบของผม แบบสั้นๆ พอเข้าใจ แล้วการทำ SEO ในแบบของคุณละครับ เป็นอย่างไร จงอธิบาย?