มาคุย (เขียน) อัพเดทกันหน่อย

ผ่านไปแล้วสำหรับวันสงกรานต์ ปีใหม่ไทย ก็เล่นสาดน้ำกันพอชุ่มฉ่ำหัวใจ ทามกลางอากาศในประเทศไทยที่ร้อนระอุไปทั่ว แต่ก็ยังพอจะมีฝนตกลงมาบ้างในช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมา

วันหยุดสงกรานต์ ใช้เวลาไปกับการดูหนัง และอ่านหนังสือไปซะมากกว่าจะออกไปเล่นน้ำ เพราะไม่อยากออกไปไหนเลย รถก็เยอะมาก ออกไปก็เพราะญาติๆมาชวนให้ออกไปเท่านั้น

ส่วนใหญ่ก็จะนอนดูหนังอยู่บ้าน ขุดหนังเก่าๆของค่าย GTH มาดู อ่านหนังสือ Mad About เล่ม 2 และหนังสือเล่มเล่นๆ และไม่พลาดดูบอลทีมโปรด อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ลุ้นว่าจะได้ไปเล่นใน UCL ฤดูกาลหน้าหรือไม่ ซึ่งดูจากอันดับและคู่แข่งที่ต้องเจอในพรีเมียร์ลีกแล้วน่าหนักใจ แต่พอหันไปดูในเกม ยูโรป้าลีก ก็พอจะเป็นไปได้แต่ก็ไม่ง่าย เพราะต้องเป็นแชมป์เท่านั้นจึงจะการันตีว่าได้ไปเล่น UCL แน่ๆ อย่างไรก็ตามเมื่อประตูยังเปิดกว้างทั้งสองทางก็ต้องเชียร์กันต่อไป

ผมได้คุยกับลูกพี่ลูกน้อง ในวันรวมญาติสงกรานต์ที่ผ่านมา ที่มองถึงโอกาส บนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะ Youtube ที่กำลังมาแรง ก็มีความสนใจที่จะทำคลิป ทำวีดีโอ ขึ้นยูทูปกัน ซึ่งก็เข้าทาง เพราะผมก็กำลังทำแผนเรื่องนี้อยู่พอดี

คุยกันลากยาวไปถึงเรื่อง facebook ที่ดึงคนที่สนใจในเรื่องราวเหมือนๆกันให้มารวมตัวกันใน แฟนเพจ ได้เร็วกว่าการทำเว็บไซต์หรือบล็อกมาก ซึ่งผมก็เห็นด้วย เพราะใครๆก็มี facebook เป็นของตัวเองหมด การที่คนสนใจเรื่องใด ก็มักจะไปกดไลค์แฟนเพจเพื่อติดตาม เรื่องราว ข่าวสาร ที่อัพเดทบ่อยๆ จึงเป็นการสร้างแฟนชั้นดี สมกับที่เป็น fanpage facebook จริงๆ

หากจับกลุ่มทำ fanpage facebook ดีดี มีคนมากดไลค์ติดตามเยอะๆ เพจก็มีราคา ขายได้ หมายถึงขายได้ทั้งตัวแฟนเพจเอง และขายโฆษณา เป็นเรื่องธรรมดาที่พอเพจดัง ก็จะมีโฆษณาสนใจมาลงในเพจเพื่อโปรโมทสินค้า หรือหากคิดว่าไม่อยากทำเพจเองต่อแล้ว ก็ขายเพจให้คนอื่นมาทำต่อได้ ซึ่งวงการนี้มีมาสักระยะแล้ว

จากการคุยกันเล่นๆ ก็กลายเป็นจุดประกายให้อยากทำเพจ facebook เพิ่มขึ้นมาอีกครั้ง เพราะมองว่าเรื่องที่จะทำนี้ ตลาดยังเปิดกว้างและมีพื้นที่พอที่จะให้ลงไปลุย

ถ้าเพจลงตัวเมื่อไหร่คงจะเอามาฝากให้ช่วยกดไลค์และกดแชร์กันเร็วๆนี้ครับ

อัพเดทงานเขียน e-book ตอนนี้ปั่นต้นฉบับหัวฟูมาก งานเขียนเสร็จมากกว่า 80% แล้ว พร้อมออกวางจำหน่าย แต่มันคงจะไม่ใช่แนวที่หลายๆคนจะชอบ เพราะเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม จะเรียกว่าเป็นหนังสืออีบุ๊คแบบแฟนซีนก็ว่าได้ แต่กระซิปไว้ตรงนี้เลยว่า มันเชื่อมโยงกับการจะสร้าง แฟนเพจด้วย!!!?

เมื่อสื่อสิ่งพิมพ์ กำลังจะเปลี่ยนเป็น ดิจิตอล

ว่างเว้นจากการเขียนบทความไปพอสมควรสำหรับช่วงนี้ วันนี้ก็กลับมาเขียนบทความอีกครั้งหนึ่ง แม้จะฝืดๆไปบ้างเพราะล้างมือไปนาน แอบไปอ่านหนังสือ และดูหนัง เป็นอาชีพหลักแล้วตอนนี้ มีอาชีพฟรีแลนซ์เป็นอาชีพเสริม (เรื่องฟรีแลนซ์ กำลังเป็นกระแส มีหนังจากค่ายดังเข้าฉายอยู่ด้วย เดี๋ยวค่อยมาเขียนถึงในบทความต่อๆไปครับ) แถมใช้ชีวิตแบบ Slow Life อะไรๆก็เลยดูจะอัพเดทช้า เนิบ และรอนาน…

มาเข้าเรื่องสื่อสิ่งพิมพ์กันดีกว่า เป็นที่ทราบกันดีว่ายุคนี้อะไรๆก็กลายร่างเป็น ดิจิตอล กันหมด โดยเฉพาะพวกสื่อบันเทิง เช่น เพลง หนัง และหนังสือ เป็นต้น เราจะได้ยินข่าวกันมาบ้างว่าเดี๋ยวนี้ หนังสือหรือนิตยสารหลายๆเล่มเริ่มปรับตัว จากที่ผลิตเป็น เล่ม ก็เปลี่ยนมาเป็น ไฟล์ ดิจิตอล e-book กันมากขึ้น แม้ว่าหลายคนจะยังคงรักในหนังสือเล่ม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอีบุ๊คส์กำลังสั่นคอนวงการหนังสือเล่มอยู่ในปัจจุบัน

หนังสือเล่ม นิยาย ยังคงเป็นปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์กันอยู่เยอะ เลยเห็น e-book ค่อนข้างน้อย แต่ นิตยสาร นั้นบอบบางกว่า ดังนั้นจะเห็นว่า หนังสือประเภทนิตยสารจะกลายเป็น e-book กันหลายหัวแล้ว เพราะโหลดง่าย อ่านได้ทีละหลายๆเล่มอีกสิ่งพิมพ์ก็คือหนังสือการ์ตูน ที่เป็นประเด็นในไทยโรงพิมพ์เจ้าของลิขสิทธิ์เริ่มจะพิมพ์ไม่ไหวแล้วเพราะคนซื้อน้อยลง ก็เริ่มที่จะหันไปทำเป็น e-book มาจำหน่ายแทนการตีพิมพ์เป็นเล่มแล้ว และเชื่อว่าวงการสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆก็จะต้องเริ่มปรับตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆแน่นอน เพราะประหยัดต้นทุน และเข้ากับโลกยุคสังคมปัจจุบันได้มากกว่าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่องหนึ่งที่เคยดู นั่นคือ เรื่อง The Secret Life Of Walter Mitty ชีวิตพิศวงของวอลเตอร์มิตตี้

เรื่องย่อ :วอลเตอร์มิตตี้ทำงานเป็นผู้ลำดับภาพให้กับนิตยสารได้ใช้วิธีผ่อนคลายจากชีวิตที่จำเจด้วยการหายตัวไปอยู่ในโลกแห่งจินตนาการอย่างผู้กล้าที่มีความมั่นใจ มีความรักที่ชวนหลงใหล และได้รับชัยชนะจากอุปสรรคต่าง ๆ แต่เมื่อเขาและเพื่อนร่วมงานที่เขาแอบชอบต้องตกงาน เขาจึงลงมือทำสิ่งที่คาดไม่ถึงคือการเดินทางรอบโลกให้ยิ่งใหญ่เกินกว่าภาพจินตนาการ

ตัวอย่างหนัง : The Secret Life Of Walter Mitty (2013) ชีวิตพิศวงของวอลเตอร์มิตตี้

(เนื้อหาส่วนนี้มีสปอยล์) :

หนังเล่าเรื่องราวชีวิตของพระเอก วอลเตอร์มิตตี้ ที่ทำงานให้กับ นิตยสาร LIFE ซึ่งเขารับหน้าที่เป็นผู้ลำดับภาพให้กับนิตยสารดังกล่าว แต่ก็น่าเสียดายที่บริษัทจะต้องปรับตัว เพราะโลกออนไลน์กำลังมาแทนที่นิตยสารเล่มในแบบเดิมๆ โดยฉบับต่อไปจะเป็นในรูปแบบ ไลฟ์ ออนไลน์ หรือดิจิตอลนั่นเอง

หนังสะท้อนเหตุการณ์ในยุคนี้เลย เพราะอะไรๆก็เป็นออนไลน์กันหมดแล้ว เพลง หนัง และนิตยสาร ก็กำลังจะตามไป หนังสือต้องปรับตัวถ้าอยากอยู่รอดในยุคนี้แต่เหตุการณ์ชวนปวดหัวก็คือเขาดันหาภาพที่จะใช้ในนิตยสารฉบับนี้ไม่เจอหนึ่งภาพนั้นสำคัญมากๆ นั่นเป็นเหตุให้เขาต้องออกตามหาคนที่ถ่ายภาพ เพื่อจะได้ทราบว่าภาพสุดท้ายอยู่ที่ไหน ทำให้เกิดเรื่องราวสุดจะจิตนาการขึ้นนั่นเอง หนังถ่ายออกมาได้สวยมาก วิวต่างๆสุดยอดจริงๆเห็นแล้วอยากไปเที่ยว

ผมชอบตอนที่คนถ่ายภาพบอกว่า“ความงามที่แท้จริง ไม่เรียกร้องความสนใจ” และ “บางครั้งเราก็ไม่ถ่ายมัน แค่อยากอยู่ในเหตุการณ์นั้น แค่นั้น” หนังจิกกัดคนในยุคโซเชียลเต็มๆและก็ชอบตอนจบด้วย มันโดนจริงๆ

หนังพูดถึงคนทำงานที่เป็นมนุษย์เงินเดือนได้น่าเศร้าแต่เราก็เห็นๆกันอยู่ว่ามีเหตุการณ์แบบในหนังอยู่จริงในปัจจุบัน คนทำงานบริษัทไม่รู้ว่าจะถูกให้ออกวันไหน ความมั่นคงไม่มีแล้วในยุคนี้ และหนังก็ชี้ให้เห็นถึงความมีอิสระของฟรีแลนซ์อย่างช่างถ่ายภาพ ในอีกมิติ เล็กๆ

ผมว่าหนังเรื่องนี้แม้จะดูหลุดโลกไปบ้างในตอนต้นเรื่อง แต่หนังก็พูดถึงแง่มุม สังคมยุคออนไลน์ การหาคู่ ความรัก การทำงาน การเดินทาง และอิสรภาพได้น่าสนใจ ไม่ว่าท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป เพราะนี่คือ ชีวิต

สรุป :เราต้องยอมรับความจริงที่ว่า สื่อสิ่งพิมพ์นั้นยังคงอยู่ แต่การคงอยู่นั้นจะเป็นไปในรูปแบบดิจิตอลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไป ไม่วันใดก็วันหนึ่งแน่นอน

E-book ทางเลือกใหม่ของนักเขียนออนไลน์

E-book คืออะไร หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับชื่อนี้ แต่เชื่อว่าคนในวงการออนไลน์ น่าจะเคยได้ยินได้ฟังผ่านหูกันมาบ้าง E-book เป็น หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ที่ต้องอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย เช่น คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน ซึ่ง ebook จะเป็นไฟล์ PDF หรือ ไฟล์ Word จึงต้องมีโปรแกรมในการเปิดอ่านด้วย จึงจะสามารถอ่านข้อมูลในไฟล์หนังสืออิเล็กทรอนิกส์นี้ได้

e-book กับ หนังสือเล่ม (หนังสือกระดาษ) ใครจะอยู่ใครจะไป

แน่นอนว่าหนังสือเล่มนั้นยังคงทำยอดขายได้มากกว่า e-book ในภาพรวมอยู่ดี แต่แนวโน้มคนเริ่มสนใจอ่าน e-book มากขึ้นทุกๆปี และหนังสือเล่มก็เริ่มมีคนซื้อลดลงเช่นกัน ด้วยหนังสือเล่ม คนยังคงชอบในความรู้สึกสัมผัสกับกระดาษ กลิ่นกระดาษยังคงคลาสสิกอยู่ การพลิกหน้ากระดาษให้ความรู้สึกกว่า e-book และหนังสือเล่มใหญ่ หน้ากระดาษเยอะๆการเปิดอ่านย้อนกลับไปกลับมา ทำได้ง่ายกว่า ซึ่งตรงจุดนี้ผมก็เห็นด้วย ว่าหนังสือเล่มยังทำได้ดีกว่ามาก

แต่ e-book ก็เป็น หนังสือรูปแบบใหม่ที่กำลังมาแรง กระแสเริ่มดีขึ้น ผู้คนให้การยอมรับกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้วยความที่อุปกรณ์ที่ใช้ในการอ่าน มีหลากหลายขึ้นด้วย ไม่จำกัดแค่อ่านในคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน ที่พัฒนามาไกลสามารถอ่าน e-book ได้เช่นกัน แถมพกติดตัวไปอ่านที่ไหนก็ได้ ทำให้กระแสการโตของ e-book น่ากลัวมากขึ้น ว่ากันว่าในต่างประเทศ ยอดขายของ e-book แซงหน้า หนังสือเล่มไปแล้วในบางร้านตอนนี้

e-book สร้างผลกระทบที่แรงขึ้นเรื่อยๆ หนังสือเล่ม หรือ นิตยสารบางเล่มเริ่มปรับตัวแล้ว เพราะขายเป็นเล่มอยู่ไม่ได้ ต้องแปลงมาเป็น e-book ขายออนไลน์ แต่ถ้าถามว่าหนังสือเล่มจะตายเลยไหม เหมือนที่วงการ เพลง หนัง เริ่มอยู่ไม่ได้ ต้องปรับตัวมาเป็น ดิจิตอล กันมากขึ้น ผมเองก็ยังเชื่อว่าหนังสือเล่มจะยังคงอยู่ต่อไป แต่กระแสหนังสือ e-book จะมีบทบาทมากขึ้นแน่นอนในอนาคต

ร้านขายหนังสือ ก็เริ่มปรับตัวรองรับการมาของ e-book มากขึ้น อย่างเช่น OOKBEE, SE-ED ก็มีการขายหนังสือที่เป็น e-book ด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะขายหนังสือเล่มอยู่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า e-book กำลังมาแรง ร้านใหญ่ๆก็เริ่มปรับตัวรองรับ อีบุ๊คมากขึ้น เพราะกระแสมาเร็วใครไม่เตรียมตัวไว้ อาจจะกลับตัวไม่ทัน

มาเขียน e-book กันเถอะ

เห็นกระแสในต่างประเทศแล้วต้องบอกว่า เขาไปไกลมาก มีนักเขียน e-book เขียนมาขายมากมาย แถมทำรายได้เยอะด้วย คนอ่านก็ยอมรับอีกต่างหาก มีเว็บไซต์ที่รองรับการจำหน่าย e-book ซึ่งเป็นช่องทางในการขาย กลับมาที่ประเทศไทย อาจจะยังไม่บูมขนาดเทียบเท่ากับต่างประเทศ แต่เชื่อว่ามันสามารถโตได้อีกเยอะ หากนักเขียนมีความสามารถพอ เชื่อว่ายังไงก็ต้องมีคนสนใจอ่านแน่นอน

ข้อดีของการเขียน e-book

-เพราะการเขียน e-book สามารถเป็นรายได้เสริมให้กับนักเขียนได้ โดยไม่ต้องผ่านสำนักพิมพ์ เราได้รับเงินเต็มๆ การที่นักเขียนมือใหม่ โนเนม จะออกหนังสือเล่มสักเล่มได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีต้นฉบับไปเสนอสำนักพิมพ์ต่างๆ ต้องลุ้นอีกว่าจะได้ตีพิมพ์หรือเปล่า ถ้าผ่านได้ตีพิมพ์ก็ต้องรออีกหลายเดือน กว่าผลงานจะได้ออกวางขาย การทำสัญญานักเขียนก็จะได้เงินแค่ 10-20 % ของราคาปกหนังสือเท่านั้น เพราะสำนักพิมพ์เป็นคนลงทุน ต้องผ่านหลายขั้นตอนกว่าจะออกมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่มได้ ดังนั้นด้วยต้นทุนที่สูงในการผลิต สำนักพิมพ์ก็เลยจ่ายให้นักเขียนแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

-สามารถต่อยอด ไปสู่บริการอื่นๆได้ด้วย เช่น เราทำงานรับทำเว็บไซต์อยู่ แล้วออกหนังสือ e-book เกี่ยวกับวิธีการสอนทำเว็บ เมื่อมีคนอ่านงานเราแล้วเกิดชอบ เชื่อมือเรา ก็อาจจะกลับมาจ้างงานให้ทำเว็บไซต์ให้ จากการเห็นผลงานใน e-book ก็เป็นได้ หรือ เขียน e-book เกี่ยวกับการตลาด ลูกค้าก็อาจจะมาจ้างเราทำการตลาดออนไลน์ต่อไปในอนาคตก็ได้ ดังนั้นการออกอีบุ๊คเริ่มจากเรื่องที่เรารู้ เราทำประจำ หรืองานที่เราทำอยู่ก็ได้ มันจะสามารถช่วยต่อยอดไปสู่บริการ หรือ เพิ่มลูกค้า จากงานที่ทำอยู่ได้อีกด้วย

-สร้างแบรนด์สร้างแฟนให้กับคุณ การเขียน e-book ก็เป็นการช่วยสร้างแบรนด์ให้กับคุณได้ ถ้าคนเป็นฟรีแลนซ์รับทำเว็บไซต์อยู่ คนก็จะรู้จักคุณจากการเขียน e-book เพราะสามารถโปรโมทร้านค้าหรือบริการไปในหนังสือ e-book ได้ด้วย อีกอย่างก็คือ ถ้ามี Facebook Page ก็สามารถแนะนำให้ลูกค้าไปกดไลค์ติดตามกันได้ ตรงจุดนี้จะเป็นการสร้างแบรนด์กลับไปให้กับผู้เขียนเต็มๆ และเป็นการสร้างแฟนคลับให้ไปติดตาม ใน แฟนเพจ หรือ บล็อก ของผู้เขียนต่อไป

ต้นฉบับ e-book จะเขียนอะไรดี?

-เขียนเทคนิคการแก้ปัญหาเฉพาะทาง เช่น แต่งบ้าน, การเกษตรวิธีปลูกมะนาวนอกฤดู เป็นต้น

-เขียนเกี่ยวกับงานที่เราทำ เช่น รับทำเว็บไซต์อยู่ก็เขียนสอนวิธีทำเว็บไซต์

-เขียนสอนวิธีหาเงินออนไลน์ เช่น วิธีทำเงินจาก Adsense

-เขียนนิยาย เรื่องแต่ง เรื่องสั้น

-อื่นๆ อีกมากมาย

ช่องทางการจัดจำหน่าย e-book เขียนแล้วขายที่ไหนดี?

จริงๆแล้ว ช่องทางการขาย e-book ก็มีอยู่หลายทาง แบบง่ายๆเลยก็คือโพสขายตามเว็บบอร์ด ซึ่งเป็นวิธีที่ผมเห็นในสมัยแรกๆที่คนนิยมเขียนอีบุ๊คแนวหารายได้ออนไลน์ แล้วก็โพสขายตามบอร์ดที่พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องหาเงินออนไลน์ หรือ คนที่เขียนนิยาย ก็โพสบอร์ดตามบอร์ดเด็กดี หรือ บล็อก เอ๊กซ์ทีน เป็นเต้น

แต่ด้วยยุคนี้เป็นยุคโซเชียล เราสามารถสร้างแฟนเพจขึ้นมา เพื่อขาย e-book ให้กับแฟนเพจที่ติดตามเราก็ได้ หรือ ถ้าจะเอาให้ชัวร์กลัวว่า Facebook Page จะไม่แน่นอน ก็ส่งคนไปที่ Blog เราอีกทีก็ได้ โดยผู้เขียนต้องมี Blog อยู่ก่อน เขียนบล็อก เพื่อให้คนติดตามบทความอยู่เรื่อยๆก่อนแล้ว ตรงนี้เราสามารถปรับให้บล็อกเป็นแหล่งรวมข้อมูล และขายของได้ในตัว การทำบล็อกก็เหมือนเรามีเว็บไซต์คุณภาพอยู่แล้ว คนจะเชื่อถือมากกว่าแค่มีเพจอย่างเดียว สรุปคือ เราสร้าง Facebook Page เพื่อสร้างแบรนด์ แล้วส่งแฟนคลับ มาปิดการขายใน Blog ของเรา

อีกช่องทางคือ ส่งผลงานไปฝากขายกับเว็บที่ จัดจำหน่าย e-book ก็เหมือนเราไปฝากหนังสือเล่มตามร้านขายหนังสือทั่วไป ซึ่งก็ต้องมีการหักค่าใช้จ่ายบางส่วน เราจะไม่ได้เงินเต็มๆ แบบขายเอง ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับข้อตกลงแต่ละเจ้าว่าจะแบ่งกันเท่าไหร่ข้อดีคือเราไม่ต้องเหนื่อยหาลูกค้าเอง เพราะคนจะเข้ามาซื้อจากการโปรโมทของร้านตัวแทนจำหน่ายอยู่แล้ว

นักเขียนออนไลน์ ไม่ต้องรอง้อสำนักพิมพ์อีกแล้ว วันนี้เราสามารถเขียนและขาย e-book ได้เอง รับเงินแบบเต็มๆ ไม่ต้องแบ่งใคร นับว่ายุคนี้เป็นยุคที่นักเขียนหน้าใหม่สามารถแจ้งเกิดได้เองในโลกออนไลน์ ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ทำให้ง่ายในการเขียน และสามารถสร้างช่องทางการขาย การทำการตลาดได้เอง ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รักการเขียน e-book ไม่ควรพลาด โอกาสมาถึงแล้ว เริ่มได้เลย…