Reset

เมื่อทำงานมาถึงจุดหนึ่ง ผมก็เริ่มรู้สึกอิ่มตัวกับมัน อาจจะเพราะทำมานานแล้ว หรืออาจจะเพราะเป็นช่วงขาลงแล้วก็ตาม บางงานอายุอาจจะแค่ปีกว่าๆ แต่ว่าได้ลอง ได้สัมผัสมาแล้วไม่โดนใจ เริ่มเบื่อๆ หรือไม่ก็หมดความท้าทายไปแล้ว ก็อยากจะพักไว้ก่อน หรือบางงานก็อยากจะเลิกทำไปเลย

ใช่แล้วครับ…ผมรับงานฟรีแลนซ์เป็นหลัก และรับทำงานมาหลายๆอย่าง นับตั้งแต่ปี 2008 ทั้งงานรับซับมิท รับจ้างโพส ทำเน็ตเวิร์ค บล็อก เว็บบอร์ด รับทำเว็บไซต์ รับทำ SEO รับเขียนบทความ หรือ ขาย backlink และอื่นๆ เรียกว่าอาชีพออนไลน์ทำมาเกือบหมด ที่พอจะหาเงินได้ งานเล็ก งานใหญ่ งานฟรีก็ยังเคยรับทำมาแล้วครับ

ผ่านมา 8 ปี ผมเริ่มๆจะอิ่มตัวกับการเป็นฟรีแลนซ์แล้ว ก็เริ่มๆคิดว่าจะวางมือในงานบางงาน ที่เปิดรับมานาน เพราะเอาจริงๆลูกค้าก็ไม่ได้เยอะแล้ว อย่างงานโพส หรือ ซับมิท (เอาจริงๆก็ยังมีงานอยู่เรื่อยๆในแต่ละเดือน) แต่เป็นขาลงแล้ว ผมว่ามันก็ถึงเวลาที่ผมจะรับงานน้อยลง หรือหยุดรับงานไปเลยในเร็วๆนี้ ซึ่งใครที่อยากใช้บริการซับมิทไดเรคทอรี่ คงต้องรีบติดต่อเข้ามาหน่อยนะครับ ผมอาจจะประกาศหยุดรับงานเมื่อไหร่ก็ได้ในเร็ววันนี้

หรืออย่างงาน รับเขียนบทความ ซึ่งจริงๆผมชอบมาก ในช่วงปีกว่าๆที่รับงาน ได้เขียนบทความ ได้อะไรแปลกๆ ใหม่ๆ เพราะต้องค้นคว้าหาข้อมูลก่อนที่จะมาเขียนด้วย ทำให้ผมก็ได้ความรู้ไปด้วยในการรับงานมาเขียน แต่ก็นั่นละครับ บางครั้งเราก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ก็ไม่กล้ารับงาน อีกอย่างงานเขียนมันก็ต้องใช้เวลากว่าจะเขียนได้แต่ละบทความ บางคีย์เวิร์ดที่เขียนอาจจะเป็นเรื่องที่เราไม่ได้สนใจไม่ชอบ ไม่ถนัด ก็อาจจะเขียนได้ไม่ดีนัก ผมก็เลยคิดว่าจะเลิกรับเขียนบทความแล้วครับ

แต่ว่าจะหันไปเขียนเป็น อีบุ๊ค แทน เพราะเขียนแค่ครั้งเดียวแต่ขายได้ตลอด ไม่เหมือนกับการเขียนบทความ มันต้องเขียนใหม่อยู่เรื่อยๆ บางทีเรื่องเดียวกัน คีย์เวิร์ดเดียวกัน ก็ต้องปรับเขียนไม่ให้ซ้ำกัน ซึ่งมันเหนื่อยมาก ดังนั้น ผมคิดว่าเปลี่ยนไปเขียน เป็น e-Books น่าจะสนุกกว่า และเขียนในเรื่องที่เราชอบ เรามีความรู้ มันน่าจะดีกว่าครับ

งานฟรีแลนซ์อื่นๆ ก็ยัง โอเค อยู่ ก็ยังคงรับงานไปเรื่อยๆเหมือนเดิม แต่ก็ไม่แน่ ถ้าสถานการณ์เปลี่ยน อะไรก็เกิดขึ้นได้ครับ

เนื่องจากตอนนี้ผมก็เริ่มลงมือ กับโปรเจคใหม่ๆอยู่ เปรียบได้กับ การตั้งระบบใหม่ Reset เลือกทำในสิ่งที่ชอบ และบันดาลใจ และต่อยอดไปให้ถึงเป้าหมาย งานไหนที่อิ่มตัวแล้วก็ขอหยุด งานไหนที่ยังสนุกก็ทำต่อไป โฟกัสเป็นงานๆต่อยอดออกไปครับ

รวมถึงการหาอะไรใหม่ๆ มาทดลองไปด้วยเพื่อสร้างสีสันในการทำงาน นี่ก็ผ่านมาจะครึ่งปีอีกแล้ว หากใครที่ยังไม่ได้เริ่มอะไร ก็มาเริ่มตอนกลางปี 2016 นี้ ยังไม่สายนะครับ

สำหรับผม…เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

 

ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักลูกค้า

หากใครได้ชมภาพยนตร์ เรื่อง ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ มาแล้วก็อาจจะกลัวการเป็นฟรีแลนซ์ ไปเลยก็เป็นได้ เพราะการทำงานที่หนักมาก จนร่างการแทบพัง แถมยังโดนเร่งงาน ตามงาน ดีไม่ดีอาจจะตกงานไม่รู้ตัว หากทำงานไม่ได้มาตรฐานที่สูงอยู่ตลอดเวลา ไหนจะเรื่องความเหงา เพื่อนก็มีน้อย ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวสุดๆ ที่น่าเศร้าคือแฟนก็ไม่มี เพราะวันๆทำแต่งาน ไม่ค่อยได้เจอสาวที่ไหน

ถามว่าคนที่เป็นฟรีแลนซ์นั้น ทำงานหนัก และประสบปัญหาแบบในหนังจริงไหม?

ถ้าให้ตอบแบบผมที่ก็เป็นฟรีแลนซ์อยู่ด้วยละก็ ต้องบอกว่า จริงครับ”แต่ว่าจริงแค่ครึ่งเดียว ไม่ได้โหดร้ายเท่าในหนังหรอกครับ ต้องเข้าใจว่าในหนังนั้นต้องทำให้ดูเกินจริงไปบ้าง เพื่อความบันเทิง หากแต่ว่าชีวิตจริงนั้นไม่ได้โหดปานนั้น แต่บางอย่างก็จริง จนน่าคิด

ก็ขอแชร์เท่าที่เห็นในตัวอย่างหนังนะครับ ไม่สปอยล์ ในบางเรื่องบางมุม ผ่านตัวผู้เขียนเอง ผ่านประสบการณ์ฟรีแลนซ์ ที่ทำมาตั้งแต่ปี 2008 จนถึงปัจจุบันนี้

-การรับงาน จากที่เห็นในตัวอย่างหนังนั้น จะเห็นว่ามีผู้ช่วยคอยหางานมาป้อนให้ตลอดๆ ก็สบายดีพระเอกมีแค่หน้าที่ทำงานให้ทันเวลาก็พอ แต่ในชีวิตจริงผมไม่มีคนหางานมาป้อนให้ ก็ต้องหางานเอง ทำเว็บไซต์เพื่อรับงาน ทำแฟนเพจ เพื่อติดต่อลูกค้า ต้องวิ่งหางานเองทำงานคนเดียว ก็ต้องอาศัยประสบการณ์ ผูกมิตรกับลูกค้า ทำงานคุณภาพไว้ เพื่อให้ลูกค้าเก่ากลับมาจ้างต่อ และหาลูกค้าใหม่ๆมาเพิ่ม หากว่าได้ลูกค้าที่เป็นรายใหญ่หรือบริษัทส่งงานมาให้เรื่อยๆก็สบายไป เพราะทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีงานทำอย่างต่อเนื่องแน่นอน อย่างที่รู้ฟรีแลนซ์รายได้ไม่แน่นอน หากได้ลูกค้าดีดี ก็ควรทำงานให้ดีและมีคุณภาพเพื่อที่จะได้มีงานต่อมาเรื่อยๆนั่นเอง

-งานด่วนงานเร่ง แน่นอนว่าฟรีแลนซ์จะโดนเป็นประจำ งานด่วนมักมาในเวลาที่งานอื่นก็เร่ง ดังนั้นต้องจัดการกับเวลาให้ดี ต้องสรุปงานคุยงาน กำหนดการส่งงานให้ชัดเจน ไม่ควรส่งงานช้า และไม่ควรปล่อยให้งานตกค้างเยอะ เคียร์ได้ให้รีบเคียร์ไปเลย เพราะถ้าสะสมไว้มากๆและต้องมาส่งใกล้ๆกัน จะทำงานไม่ทัน อาจจะทำให้เสียงานได้

-ช่วงเวลาในการทำงาน จากในหนังจะเห็นว่าเพระเอกมักจะทำงานทั้งวันทั้งคืน นอนเกือบเช้า หรือไม่ก็ทำตลอดเวลา ยิ่งเป็นงานด่วน โดนเร่งมาก็ต้องรีบทำงานไม่ได้หลับได้นอน เพื่อส่งงานทันที ไม่ว่าเวลาไหนก็ตาม ซึ่งผมก็เคยทำงานตั้งแต่ตื่นนอนสายๆ ไปจนถึงตีสามตีสี่ แต่พอทำไปนานๆ อายุเริ่มเยอะ ก็ไม่สามารถจะทำแบบนั้นได้แล้ว ไม่ไหวครับ อดหลับอดนอนทุกวันๆ ร่างกายแย่มาก ปัจจุบันผมปรับการทำงานได้ดีขึ้น ทำกลางวัน กลางคืนพักผ่อน มีเวลามากขึ้น ได้ทำอย่างอื่นบ้าง เรื่องนี้ต้องปรับครับ เพราะงานทุกอย่างเราต้องรู้ตัวว่าทำได้แค่ไหน ใช้เวลาเท่าไหร่ ไม่จำเป็นต้องโหมงานหนักตลอดเวลาขนาดนั้น อยู่ที่เราจัดสรรเวลาให้ลงตัว

-ออกกำลังกาย 30 นาที ก็ต้องยอมรับว่าฟรีแลนซ์อย่างผมนั่งอยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์แทบทั้งวัน ไม่ค่อยได้ขยับตัว นั่นก็ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มเอาๆ ช่วงหลังก็เลยต้องหาเวลาออกกำลังกายบ้าง แต่ก็ยังไม่บ่อย ตอนนี้ก็พยายามปรับตารางเวลาในการออกกำลังกายให้ได้อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง และการเป็นฟรีแลนซ์ทำงานอยู่บ้านคนเดียว ไม่มีเพื่อนออกกำลังกาย วิธีออกกำลังกายที่ทำคนเดียวได้ดีที่สุดก็คือการวิ่งนี่ละครับ แต่ก็เล็งว่าจะซื้อจักรยานมาปั่นอยู่เหมือนกัน

-รักษามาตรฐานหน่อย ตกงานไม่รู้ตัว แม้ว่าจะเป็นคำพูดที่ดูแรง แต่ก็จริง คนเป็นฟรีแลนซ์จะมาทำงานลวกๆ ให้พอผ่านคงจะไม่ได้ ต้องรักษามาตรฐานให้ดีอยู่เสมอ ไม่ว่างานเล็ก งานใหญ่ เพราะถ้าพลาด งานหลุดมือ ก็เท่ากับไม่ได้เงิน ระบบก็จะเสียไปหมด ชื่อเสียงก็จะเสียไปด้วย ทำให้ลูกค้าน้อยลง เงินก็น้อย แน่นอนว่าส่งผลต่อรายได้และความเป็นอยู่คุณแน่ๆ อย่าลืมว่าคนเป็นฟรีแลนซ์ ไม่มีเงินเดือน แต่ค่าใช้จ่ายมีทุกเดือน ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่ากิน ค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมไปถึงต้องลงทุนบางอย่างเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ทำงานด้วย การรักษามาตรฐานงานให้ดี ก็เท่ากับเราได้ผลงานที่ดี ไว้เป็นผลงาน เพื่อให้ลูกค้าใหม่ๆได้เห็นและสนใจจ้างงานต่อไปด้วย

-ออกไปพักผ่อนบ้าง ชีวิตไม่ได้มีแต่การทำงานเพียงอย่างเดียว เราควรหาเวลาออกไปพักเพื่อชาร์จแบต ให้กับตัวเองด้วยเที่ยงท่อง เที่ยวชมความงามทางธรรมชาติหรือหนีไปพักร้อนเล่นน้ำทะเล อย่างที่รู้ๆกันฟรีแลนซ์ไม่มีวันหยุด ไม่เว้นแม้เสาร์อาทิตย์ แต่เราสามารถเลือกที่จะหยุดวันไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้นก็มีบางคนที่เลือกจะไม่หยุดเลย ทำงานทุกวัน นั่นไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก อย่างไรร่างกายคนเราก็ไม่ใช่เครื่องจักร ควรหาเวลาเพื่อพักผ่อนบ้าง

ชีวิตฟรีแลนซ์ถ้าเทียบกับที่ในตัวอย่างหนังเอามาบวกกับประสบการณ์ผู้เขียนเองก็เป็นประมาณนี้แหละครับ ในหลายๆเรื่องก็เป็นเรื่องจริง แต่บางอย่างก็ไม่ได้เป็นแบบในหนัง อาจจะด้วยอาชีพฟรีแลนซ์นั้นมีหลากหลาย ไม่ได้เป็นฟรีแลนซ์ในสายอาชีพเดียวกัน ประสบการณ์ที่พบเจอก็อาจจะแตกต่างกันไปบ้าง แต่หลักๆก็คงเป็นเรื่องงาน การทำงาน เวลาทำงาน ที่ดูจะคล้ายชีวิตจริงมากๆ

ฟรีแลนซ์ยุคนี้ มีอุปกรณ์ช่วยในการทำงานมากขึ้น และงานก็มีหลายแบบ ผมเองก็ทำงานฟรีแลนซ์ออนไลน์ ทั้งรับทำเว็บ โปรโมทเว็บ ทำการตลาดออนไลน์ และยังมีฟรีแลนซ์อาชีพอื่นๆอีกมากมาย ยุคนี้จึงเป็นยุคที่คนอยากออกมาทำงานอิสระกันมากขึ้น แต่ก็ต้องอยู่รอดให้ได้ด้วย ไม่ใช่ทุกคนจะเหมาะกับอาชีพฟรีแลนซ์ บางครั้งการเป็นมนุษย์เงินเดือนอาจจะเหมาะกับคุณมากกว่า ดังนั้นผมคงจะไม่ชวนให้ท่านออกมาทำงานเป็นฟรีแลนซ์หรอกนะครับ แต่หากใครที่อยากออกมาทำงานอิสระ เลือกงานที่ชอบ เลือกงานได้ เรียกเงินได้ตามที่ต้องการ ไม่ต้องมีเจ้านาย แต่ก็ต้องมีความรับผิดชอบที่สูงมากๆ ถ้าอยากทำงานอยู่บ้านแบบผม ก็ลองดูครับ เป็นฟรีแลนซ์ไม่ได้ยากอย่างที่คิด

Freelance (ฟรีแลนซ์) งานไม่ประจำ ทำเงินมากกว่าที่คิด

อาชีพอิสระ หรือ จะถูกนิยามใหม่ในยุคนี้ว่า งานไม่ประจำ แต่สรุปโดยรวมแล้ว มันก็คือ อาชีพ ฟรีแลนซ์ เป็นอาชีพหนึ่งที่คนยุคนี้ นิยมออกมาทำกันมากขึ้น เพราะอิ่มตัวกับการทำงานประจำ และอยากมีอิสระ มีเวลา สามารถทำอะไรได้หลายๆอย่าง ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในออฟฟิศเพียงอย่างเดียว และที่สำคัญเราสามารถมีรายได้แบบไม่จำกัดด้วย

แต่เดี๋ยวก่อน ผมไม่ได้จะมาชวนให้คุณที่ทำงานประจำ มีเงินเดือนแน่นอนอยู่แล้ว ต้องออกมาทำงานฟรีแลนซ์กันหมดนะครับ อันนี้มันขึ้นอยู่กับความชอบ และความถนัดด้วย ใช่ว่าอาชีพ Freelance จะเหมาะกับทุกคน ผมเตือนคุณแล้วนะ แต่ถ้าหากว่ามั่นใจในฝีมือ ก็ออกมาลุยได้เลย

ไอ้คำว่า รายได้ไม่จำกัด นี่ต้องตีความกันดีดีนะครับ เพราะมันมีทั้ง มากไม่จำกัด และ สามารถติดลบได้ไม่จำกัดด้วย

อย่าลืมว่า งานฟรีแลนซ์นั้นถูกมองว่า เป็นงานที่ไม่มีความมั่นคงที่สุดในสายตาของคนทั่วๆไป เพราะเดือนนี้มีรายได้มากหลายหมื่น แต่พอเดือนต่อไปอาจจะไม่มีงานสักงานเลยก็เป็นได้ แต่ว่าที่มีแน่ๆ ก็คือ ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนครับ ไม่ว่าจะเป็น ค่าเช่าหอ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าอาหาร ค่าของใช้จำเป็น และอื่นๆ ดังนั้นต้องวางแผนการเงินให้ดีด้วย

เราจะได้ยินว่า ควรจะมีเงินเก็บสำรองไว้ อย่างน้อย 6 เดือน เพื่อเวลาไม่มีงานจะได้มีทุนสำรองมาใช้จ่ายได้ ซึ่งผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง คนทำงาน Freelance ควรจะมีงบในส่วนนี้ เพราะเวลาจำเป็นมันช่วยได้จริงๆ

อีกอย่างคือ ต้องหัดเก็บเงินด้วย เวลาได้งานแต่ละชิ้นมา ควรหักไว้อย่างน้อย 10-50% เพราะเราไม่รู้ว่างานต่อไปจะมาเมื่อไหร่ จึงต้องหักเก็บไว้เยอะๆ ใครที่ทำงานฟรีแลนซ์ จะรู้ว่างานชิ้นหนึ่งจะได้เป็นเงินก้อนเล็กบ้าง ใหญ่บ้างแล้วแต่งานที่เรียกเก็บ Freelance ไม่มีเงินเดือน แต่มีรายจ่ายทุกเดือนดังที่กล่าวไปแล้ว ดังนั้นเมื่อได้งาน รับเงินมา ก็ต้องจัดสรรให้ดี

ฟรีแลนซ์นั้นก็มีหลากหลาย เช่น นักข่าว ช่างภาพ นักเขียน โปรแกรมเมอร์ ดีเจ คนรับทำงานออนไลน์ เป็นต้น จริงๆมีเยอะมากมาย แล้วแต่ความสามารถความถนัด บางคนเก่งหลายอย่าง ก็สามารถรับงานได้เยอะ บางคนเก่งอย่างเดียวแต่ฝีมือดีก็มีงานไม่ขาดมือเช่นกัน

คนจะเป็นฟรีแลนซ์ได้ต้องมีความสามารถที่โดดเด่นอย่างน้อยหนึ่งอย่าง เช่น เขียนเว็บเก่ง ก็สามารถมารับงาน ทำเว็บไซต์ แบบฟรีแลนซ์ได้ หรือ เขียนนิยายเก่ง ก็สามารถมาเป็นนักเขียนอิสระได้

ฟรีแลนซ์ มองจากภายนอกอาจจะดูไม่ค่อยมั่นคง เงินไม่แน่นอน แต่ถ้าคุณได้รู้จักกับพวกเขาที่เป็น Freelance มืออาชีพจริงๆจะรู้ว่า พวกเขาทำเงินกันได้ไม่น้อยเลยแต่ละคน รายได้หลัก 50k-100k+ ต่อเดือน เป็นเรื่องธรรมดาไปเลย (แต่ต้องฝีมือดีจริงๆนะครับ ถึงจะทำเงินได้ระดับนั้น)

การจะเป็นฟรีแลนซ์ ที่มีงานเข้ามาตลอดนั้น จำเป็นมากที่จะต้อง มีเว็บไซต์ (บล็อก) เพื่อนำมาโปรโมท และแสดงผลงาน เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาดูตัวอย่างงาน เช็คราคา อ่านรายละเอียดการทำงาน ก่อนตัดสินใจว่าจ้างงานกับเรา รวมไปถึง ต้องมี เมล์ เพื่อใช้ในการรับงานส่งงานกันทางออนไลน์ หรือ มี Line ID เพื่อใช้คุยแชทกัน มีเบอร์โทร รวมไปถึงนามบัตร (ถ้ามี) เราต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอเพราะเราไม่รู้ว่างานดีดี จะเข้ามาหาเราเมื่อไหร่

Freelance อยู่ได้ด้วย การมีงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะจากลูกค้าใหม่ หรือ ลูกค้าเก่าก็ตาม หากมีลูกค้าประจำได้ยิ่งดีเลย เพราะเราจะมั่นใจได้ว่ามีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่องแน่ๆ อีกอย่างที่ฟรีแลนซ์จะอยู่ได้ คือ ได้รับงานใหญ่ เพราะงานใหญ่ นั่นหมายถึงการได้รับเงินก้อนใหญ่ด้วยเช่นกัน บางครั้งงานใหญ่เพียง 1 งาน เป็นรายได้มากกว่าเงินเดือนทั้งปีของ ป.ตรี จบใหม่อีกครับ (อย่างที่บอกว่า งานไม่ประจำ ทำเงินมากกว่าที่คิด จริงๆ)

ส่วนเรื่องการทำงานแล้วโดนโกง เมื่อก่อนผมก็เคยเจอครับ หลังๆไม่ค่อยมีแล้ว การรับงานอย่างน้อยเราควรจะมีการเรียกเก็บค่ามัดจำบางส่วนไว้ 30-50% ก่อนเริ่มงาน อันนี้ก็ต้องตกลงกันให้ดีก่อนรับงานครับ หากจะทำสัญญา หรือ ขอหลักฐาน กันไว้ก่อนก็ถือเป็นการป้องกันตัวได้ระดับหนึ่งครับ

Freelance เป็นงานที่ผมชอบมากๆ เพราะเลือกรับงานที่อยากทำได้ มีเวลามากขึ้น และรายได้ก็ไม่น้อยเลยต่อชิ้นงาน หลายคนอาจจะมองว่าไม่มั่นคง แต่คนที่เป็นฟรีแลนซ์จริงๆ เขาจะไม่ได้ทำงานด้านเดียว ยังมีรายได้จากทางอื่นๆด้วย ดังนั้นสำหรับผมจึงไม่ใช่ปัญหาครับ

ตัวอย่าง ถ้าทำงานประจำได้เดือนละ 15,000 บาท แต่ออกมารับงานฟรีแลนซ์ รับทำเว็บไซต์ เว็บละ 10,000 บาท รับงานเดือนละ 2 งาน ก็มีรายได้มากกว่าทำงานประจำแล้ว แถมยังมีเวลาว่าง เอาเวลาไปทำเงินอย่างอื่นได้อีก เช่น เขียน E-Book สอนสร้างเว็บไซต์ ขาย เป็นรายได้เสริมได้อีกทาง หรือจะรับดูแลเว็บไปด้วยก็ได้ เป็นต้น

Freelance จะมีเวลาว่างมาก ทำงานเสร็จก็จะว่างทั้งวัน ดังนั้น เวลาว่างที่มีจึงสามารถนำไปทำอย่างอื่นได้ คิดหาช่องทางทำเงินอื่นๆได้อีก หรือ จะเอาไปพัฒนาตนเองก็ได้ ผมชอบฟรีแลนซ์ก็ตรงนี้ด้วย

ฟรีแลนซ์ ถือ เป็นงานไม่ประจำ ที่ต้องใช้วินัยในการทำงานสูง เพราะงานต้องเสร็จตามเวลา ถือเป็นความรับผิดชอบที่ต้องทำให้ได้ไม่ต่างจากงานประจำเลยทีเดียว

ใครที่รับงานฟรีแลนซ์มานาน ทำเป็นอาชีพจริงจัง จะรู้เลยว่าทำแล้วมันเลิกยาก เพราะมันรับเงินตลอด แม้จะไม่มีเงินเดือน แต่ก็รับเงินทุกสัปดาห์ หากฝีมือดี งานดี เงินก็ดี หลายคนรับงานมากๆไม่ไหวต้องเปิดเป็นบริษัทเลยก็มีครับ

ถึงวันนี้ผมเชื่อแล้วครับ ว่า งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า (ตอนทำงานประจำ) มากๆ และมีเวลามากขึ้นด้วย