ต้องปรับเว็บไซต์อย่างไร ให้รองรับการทำ SEO

เอาจริงๆ ผมก็ไม่ทราบเหมือนนะกันครับ เพราะ Google ก็ไม่ได้บอกว่าจะต้องปรับเว็บไซต์อย่างไรบ้าง ทุกอย่างเกิดขึ้นจาก อัลกอริทึม ล้วนๆ ที่ส่งผลให้ คีย์เวิร์ดนั้นๆ ของเว็บไซต์นั้นๆ ขึ้นไปอยู่ในอันดับต้นๆในหน้าแรกกูเกิล แต่ก็เคยได้ยินว่ามีบางคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันสูงๆ จะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบและให้อันดับเองเลย!!

ผมคงจะแนะนำได้เท่าที่เคยลองทำและได้ผลมากบ้าง น้อยบ้าง ซึ่งก็อาจจะไม่ได้ถูกต้องตามหลักการไปทั้งหมด เพราะผมก็ไม่ได้รู้ว่าจริงๆแล้วมันควรจะปรับอะไรบ้าง มากหรือน้อยแค่ไหน ถึงจะดีที่สุด ก็เอาเป็นว่าสิ่งที่ผมทำและปรับใช้มันได้ผลในระดับหนึ่งก็อยากจะเอามาแชร์กันครับ หรือท่านใดที่คิดว่ามีวิธีที่ดีกว่าหรือถูกต้องก็เมลมาหาผมได้ครับ ที่ harry_mutd@hotmail.com พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นครับ

มาเริ่มกันเลย สำหรับเว็บไซต์ที่กำลังจะเริ่มต้นใหม่ผมไม่ค่อยจะเป็นห่วงเท่าไหร่ เพราะสามารถเลือกคีย์เวิร์ดที่ต้องการได้ เลือกจดโดเมนที่รองรับ SEO ได้ เลือกว่าจะใช้โปรแกรมตัวไหนในการสร้างเว็บไซต์ได้ ซึ่งจะง่ายในการวางแผนเพื่อให้เว็บที่กำลังจะสร้างขึ้นนั้นเป็นเว็บที่รองรับ การทำ SEO ตั้งแต่ช่วงแรกๆ

แต่ที่ผมเจอส่วนใหญ่ ก็จะเป็นเว็บที่จดโดเมนไปแล้ว สร้างเว็บไซต์เสร็จแล้ว จากนั้นพวกเขาก็มองหาคนที่จะมาทำ SEO ให้”

ซึ่งผมบอกเลยว่า มันจะดีมากหากว่าเจ้าของเว็บนั้นๆพอจะมีความรู้เบื้องต้นอยู่บ้างในการเลือกจดโดเมนที่รองรับการทำ SEO หรือพอจะปรับแก้ไขเว็บไซต์เบื้องต้นอยู่บ้าง ซึ่งเป็นส่วนน้อยที่เจอเสียด้วย

ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยมีความรู้ในการปรับแก้เว็บไซต์ โดเมนที่จดก็จะจดตามใจฉัน เป็นชื่อตัวเองบ้าง บางทีก็เป็นชื่อแบรนด์ (อันหลังยังพอรับได้) ซึ่งไม่มีคีย์เวิร์ดในโดเมนเลย ก็จะทำให้การทำ SEO ยากขึ้นมาอีกขั้นแล้ว จะเล่นคีย์เวิร์ดยากๆก็ควรให้มีคีย์เวิร์ดในโดเมนสักหน่อย ต่อให้เอาไปทำในซับโดเมน (ซึ่งเป็นทางแก้อย่างหนึ่งในกรณีที่ในโดเมนไม่มีคีย์เวิร์ดที่จะทำ SEO) ก็อาจจะไม่ได้ผลดี สู้กับพวกที่ใช้โดเมนมีคีย์เวิร์ดผสมอยู่ด้วยไม่ได้ เรื่องโดเมนนับว่าเป็นปัญหาแรกๆเลยที่เจอบ่อย และแก้ยากเสียด้วย เพราะคนส่วนใหญ่คงไม่อยากจะจดโดเมนใหม่และทำเว็บไซต์ใหม่ให้เสียเงินบ่อยๆจริงไหมครับ

ส่วนที่ควรจะปรับต่อไปก็คือ Title ส่วนใหญ่ที่ผมเจอจะเป็น ชื่อบริษัทบ้าง ชื่อแบรนด์บ้าง ไม่ได้มีคีย์เวิร์ดที่จะทำ SEO อยู่เลย แล้ว Google ก็ชอบจับอันดับตรงนี้ด้วย หากไม่มีคีย์เวิร์ดใน Title ก็แทบจะไม่เห็นอันดับใน Top 100 เลยนะครับ

อีกจุด Description บางเว็บปล่อยว่างไว้เลยก็มี ซึ่งจริงๆแล้ว ควรจะวางคีย์เวิร์ดผสมกับการบอกว่าเว็บไซต์นั้นๆเกี่ยวกับอะไร ขายอะไร หรือ ให้บริการอะไร โดยใส่คีย์เวิร์ดหลักและคีย์เวิร์ดรองไว้ด้วย จะช่วยเรื่องการทำอันดับ SEO ได้ แม้ไม่ได้เยอะก็ตาม แต่ก็ดีกว่าปล่อยว่างไว้เฉยๆ

Contents หรือเนื้อหา ในหน้าแรก (หน้าหลักเว็บไซต์) ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะที่ผมเคยเจอบางเว็บไซต์ทำเว็บมีแต่รูปภาพ!! จะบ้าตาย google ต้องการเว็บที่มีเนื้อหา (Text) อย่างน้อยก็ต้อง 300-500 คำ โดยเฉพาะในหน้า Home ซึ่งเป็นหน้าที่คนส่วนใหญ่จะใช้ในการทำ SEO และผู้ใช้งานคลิกเข้ามาเจอเป็นครั้งแรกๆ

ในเรื่องของเนื้อหาผมเคยเขียนบทความลงในบล็อกนี้หลายครั้งแล้ว คงจะไม่พูดถึงมากในบทความนี้ ยังไงลองย้อนตามไปอ่านได้ครับ ส่วนรายละเอียดเต็มๆขอไว้เขียนอีกทีในบทความถัดๆไปนะครับ

สรุป : เบื้องต้นในการปรับเว็บไซต์ เท่าที่จะปรับได้นะครับ จุดสำคัญๆ นอกจากโดเมนที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้แล้ว ก็จะต้องปรับ Title, Description, Contents เอาแค่ 3 จุดก่อน ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่สามารถปรับแก้เองได้เลย ไม่ต้องเก่งโปรแกรมอะไรมากก็ทำได้ ซึ่งในภาษา SEO เขาเรียกการปรับแก้แบบนี้ว่า SEO On-page นั่นเองครับปรับเพื่อให้เว็บไซต์ของท่านรองรับการทำ SEO และทำอันดับได้ดีขึ้นต่อไปในอนาคต

ส่วนจะได้ผลไหม ท่านก็ลองไปปรับเว็บไซต์ตัวเองดูครับ อาจจะไม่ได้ผลกับทุกเว็บ บอกเลย ด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง แต่หากเว็บไซต์คุณไม่เคยวางคีย์เวิร์ด ไม่เคยปรับแก้ตามจุดที่ผมบอกไป ลองทำดูครับ แล้วจะเห็นถึงความแตกต่าง

เมื่อ อัลกอริทึม ปรับที ก็ลุ้นระทึกที และยังเป็นแบบนี้ต่อไปอีกนาน

เป็นที่รู้ๆอยู่แล้วครับ สำหรับคนที่ทำ SEO ว่า อัลกอริทึม ของ Google นั้น จะมีการปรับอยู่เรื่อยๆ แทบทุกวัน และจะมีการปรับใหญ่ในทุกๆ 3-4 เดือนครั้ง แน่นอนว่าการปรับ อัลกอริทึม แต่ละครั้ง ย่อมส่งผลต่ออันดับคีย์เวิร์ด และเว็บไซต์ของเราแน่นอน ไม่มาก ก็น้อย ไม่ดีขึ้น ก็ตกลงมา หรือไม่ก็อาจจะหายไปเลย จากระบบการค้นหา ช่างน่าเศร้า แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ถ้าคุณยังคงจะเล่นสาย SEO อยู่ สักวันก็อาจจะโดน อัลกอริทึม เล่นงานเข้าสักวันหนึ่ง

เมื่อกลางเดือน พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ผมคาดว่า Google น่าจะมีการ อัพเดทอัลกอริทึม อะไรบางอย่างแน่นอน เพราะ สังเกตได้จากอันดับ ในบางคีย์เวิร์ด มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งที่ดีขึ้นมา และตกลงไป รวมถึงมีบางคีย์เวิร์ดหลุดวงโคจรไปดื้อๆ ทั้งที่ก็มีอันดับอยู่นิ่งๆมาตั้งนาน

คีย์เวิร์ดจากเว็บไซต์ ดูจะมีผลกระทบแทบทั้งหมด อันดับตกก็มี แต่ที่อันดับขยับดีขึ้นมาเฉย (ทั้งที่แทบไม่ได้ทำอะไรเลย) ก็มี

แต่มีโดนหนักที่สุดน่าจะเป็น อันดับ คีย์เวิร์ด จากแฟนเพจ Facebook เพราะ เพจ ที่ติดอันดับอยู่หน้าแรกดีดี ก็มีอันต้องหายไปจากระบบค้นหา ซะอย่างนั้น (ผมนี่…เซ็งเลย และกำลังหาทางนำเพจกลับมาอยู่ครับ) ทั้งที่ก็ทำอันดับติดมานานแล้วไม่เคยมีปัญหาอะไร

คาดการณ์เอาว่า Google อาจจะปรับใน ระบบการค้นหา ให้โชว์เพจเฟชบุ๊ก แค่ 1 เพจในหน้าแรกเท่านั้น (จากปรกติที่แสดงน้อยอยู่แล้ว แค่ 1-2 เพจ เท่านั้น ที่เหลือแทบหาไม่เจอเลย) โดยเพจที่มีจำนวน Like เยอะๆ ก็จะได้เปรียบขึ้นมาครองอันดับแทน เพจไหนที่ต่อให้ทำดี มีคุณภาพ แต่จำนวนคนไลค์ในเพจน้อย ก็จะหายไป โดยไม่ต้องการเหตุผลและความเข้าใจใดใดทั้งสิ้น

ถ้าคิดจะครองอันดับ คีย์เวิร์ด ด้วยเพจเฟชบุ๊ก อาจจะต้องลองคิดกันใหม่ ให้ดีดีแล้วครับ หากพี่ กู เขาจะให้ อันดับแค่เพียงเพจเดียว ที่มีไลค์เยอะที่สุดในคีย์เวิร์ดนั้นๆ แค่นั้น

แบบนี้ผมว่า หันไปทำเว็บไซต์ และทำอันดับ SEO เหมือนเดิมดีกว่า เพราะอย่างน้อย คุณก็ยังมีโอกาส มากกว่า เพราะสามารถขึ้นมาหน้าแรก Top 10 ได้ 9 ใน 10 อันดับเลยทีเดียว ส่วนเพจเฟชบุ๊ก มาได้แค่ 1 ใน 10 เท่านั้น

แต่ผมก็ไม่ได้ห้าม ไม่ให้ทำ เพจ facebook นะครับ เพราะ การสร้างเพจคุณภาพ ได้ไลค์ มาอย่างถูกต้อง ก็สามารถเป็นฐาน ลูกค้าในอนาคตได้ เพราะผู้คนเข้าถึงได้เร็วกว่า มีการตอบโต้ได้ทันที ก็คงต้องอาศัยระยะเวลาสักหน่อย แบบค่อยๆโต แต่จะไปหวังทำอันดับแข่งใน Google คงจะยากมากขึ้นในระยะนี้ครับ

อย่างที่บอกไปครับ เมื่อ มีการปรับอัลกอริทึมที ก็ลุ้นระทึกกันไปที เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ย่อมส่งผลไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากยังหวังทำอันดับ SEO อยู่ ก็คงต้องคอยปรับตัวกันไปครับ และที่แน่ๆ Google ฉลาดขึ้นทุกวัน ไม่ง่ายเลยที่จะครองอันดับในหน้าแรกได้ตลอดไป