เมื่อสื่อสิ่งพิมพ์ กำลังจะเปลี่ยนเป็น ดิจิตอล

ว่างเว้นจากการเขียนบทความไปพอสมควรสำหรับช่วงนี้ วันนี้ก็กลับมาเขียนบทความอีกครั้งหนึ่ง แม้จะฝืดๆไปบ้างเพราะล้างมือไปนาน แอบไปอ่านหนังสือ และดูหนัง เป็นอาชีพหลักแล้วตอนนี้ มีอาชีพฟรีแลนซ์เป็นอาชีพเสริม (เรื่องฟรีแลนซ์ กำลังเป็นกระแส มีหนังจากค่ายดังเข้าฉายอยู่ด้วย เดี๋ยวค่อยมาเขียนถึงในบทความต่อๆไปครับ) แถมใช้ชีวิตแบบ Slow Life อะไรๆก็เลยดูจะอัพเดทช้า เนิบ และรอนาน…

มาเข้าเรื่องสื่อสิ่งพิมพ์กันดีกว่า เป็นที่ทราบกันดีว่ายุคนี้อะไรๆก็กลายร่างเป็น ดิจิตอล กันหมด โดยเฉพาะพวกสื่อบันเทิง เช่น เพลง หนัง และหนังสือ เป็นต้น เราจะได้ยินข่าวกันมาบ้างว่าเดี๋ยวนี้ หนังสือหรือนิตยสารหลายๆเล่มเริ่มปรับตัว จากที่ผลิตเป็น เล่ม ก็เปลี่ยนมาเป็น ไฟล์ ดิจิตอล e-book กันมากขึ้น แม้ว่าหลายคนจะยังคงรักในหนังสือเล่ม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอีบุ๊คส์กำลังสั่นคอนวงการหนังสือเล่มอยู่ในปัจจุบัน

หนังสือเล่ม นิยาย ยังคงเป็นปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์กันอยู่เยอะ เลยเห็น e-book ค่อนข้างน้อย แต่ นิตยสาร นั้นบอบบางกว่า ดังนั้นจะเห็นว่า หนังสือประเภทนิตยสารจะกลายเป็น e-book กันหลายหัวแล้ว เพราะโหลดง่าย อ่านได้ทีละหลายๆเล่มอีกสิ่งพิมพ์ก็คือหนังสือการ์ตูน ที่เป็นประเด็นในไทยโรงพิมพ์เจ้าของลิขสิทธิ์เริ่มจะพิมพ์ไม่ไหวแล้วเพราะคนซื้อน้อยลง ก็เริ่มที่จะหันไปทำเป็น e-book มาจำหน่ายแทนการตีพิมพ์เป็นเล่มแล้ว และเชื่อว่าวงการสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆก็จะต้องเริ่มปรับตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆแน่นอน เพราะประหยัดต้นทุน และเข้ากับโลกยุคสังคมปัจจุบันได้มากกว่าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่องหนึ่งที่เคยดู นั่นคือ เรื่อง The Secret Life Of Walter Mitty ชีวิตพิศวงของวอลเตอร์มิตตี้

เรื่องย่อ :วอลเตอร์มิตตี้ทำงานเป็นผู้ลำดับภาพให้กับนิตยสารได้ใช้วิธีผ่อนคลายจากชีวิตที่จำเจด้วยการหายตัวไปอยู่ในโลกแห่งจินตนาการอย่างผู้กล้าที่มีความมั่นใจ มีความรักที่ชวนหลงใหล และได้รับชัยชนะจากอุปสรรคต่าง ๆ แต่เมื่อเขาและเพื่อนร่วมงานที่เขาแอบชอบต้องตกงาน เขาจึงลงมือทำสิ่งที่คาดไม่ถึงคือการเดินทางรอบโลกให้ยิ่งใหญ่เกินกว่าภาพจินตนาการ

ตัวอย่างหนัง : The Secret Life Of Walter Mitty (2013) ชีวิตพิศวงของวอลเตอร์มิตตี้

(เนื้อหาส่วนนี้มีสปอยล์) :

หนังเล่าเรื่องราวชีวิตของพระเอก วอลเตอร์มิตตี้ ที่ทำงานให้กับ นิตยสาร LIFE ซึ่งเขารับหน้าที่เป็นผู้ลำดับภาพให้กับนิตยสารดังกล่าว แต่ก็น่าเสียดายที่บริษัทจะต้องปรับตัว เพราะโลกออนไลน์กำลังมาแทนที่นิตยสารเล่มในแบบเดิมๆ โดยฉบับต่อไปจะเป็นในรูปแบบ ไลฟ์ ออนไลน์ หรือดิจิตอลนั่นเอง

หนังสะท้อนเหตุการณ์ในยุคนี้เลย เพราะอะไรๆก็เป็นออนไลน์กันหมดแล้ว เพลง หนัง และนิตยสาร ก็กำลังจะตามไป หนังสือต้องปรับตัวถ้าอยากอยู่รอดในยุคนี้แต่เหตุการณ์ชวนปวดหัวก็คือเขาดันหาภาพที่จะใช้ในนิตยสารฉบับนี้ไม่เจอหนึ่งภาพนั้นสำคัญมากๆ นั่นเป็นเหตุให้เขาต้องออกตามหาคนที่ถ่ายภาพ เพื่อจะได้ทราบว่าภาพสุดท้ายอยู่ที่ไหน ทำให้เกิดเรื่องราวสุดจะจิตนาการขึ้นนั่นเอง หนังถ่ายออกมาได้สวยมาก วิวต่างๆสุดยอดจริงๆเห็นแล้วอยากไปเที่ยว

ผมชอบตอนที่คนถ่ายภาพบอกว่า“ความงามที่แท้จริง ไม่เรียกร้องความสนใจ” และ “บางครั้งเราก็ไม่ถ่ายมัน แค่อยากอยู่ในเหตุการณ์นั้น แค่นั้น” หนังจิกกัดคนในยุคโซเชียลเต็มๆและก็ชอบตอนจบด้วย มันโดนจริงๆ

หนังพูดถึงคนทำงานที่เป็นมนุษย์เงินเดือนได้น่าเศร้าแต่เราก็เห็นๆกันอยู่ว่ามีเหตุการณ์แบบในหนังอยู่จริงในปัจจุบัน คนทำงานบริษัทไม่รู้ว่าจะถูกให้ออกวันไหน ความมั่นคงไม่มีแล้วในยุคนี้ และหนังก็ชี้ให้เห็นถึงความมีอิสระของฟรีแลนซ์อย่างช่างถ่ายภาพ ในอีกมิติ เล็กๆ

ผมว่าหนังเรื่องนี้แม้จะดูหลุดโลกไปบ้างในตอนต้นเรื่อง แต่หนังก็พูดถึงแง่มุม สังคมยุคออนไลน์ การหาคู่ ความรัก การทำงาน การเดินทาง และอิสรภาพได้น่าสนใจ ไม่ว่าท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป เพราะนี่คือ ชีวิต

สรุป :เราต้องยอมรับความจริงที่ว่า สื่อสิ่งพิมพ์นั้นยังคงอยู่ แต่การคงอยู่นั้นจะเป็นไปในรูปแบบดิจิตอลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไป ไม่วันใดก็วันหนึ่งแน่นอน

Freelance Slow Life (สโลว์ไลฟ์) ชีวิตช้าๆ เป็นบางจังหวะ

ถือว่ากำลังเป็นกระแสโด่งดังในตอนนี้เลยทีเดียวสำหรับ กระแสการใช้ชีวิตช้าๆ แบบ Slow Life นั่งชิล จิบกาแฟ อ่านหนังสือ ทำอะไรกินเอง ถ่ายภาพ ปั่นจักรยาน มันช่างเป็นชีวิตที่แสนธรรมดาเรียบง่าย อาจจะเป็นชีวิตในฝันของ วัยรุ่นไทย หลายๆคนในยุคนี้

แต่ในความเป็นจริง ยุคที่ 3G และ 4G อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง เราใช้ชีวิตกันแบบ Speed Life ซะมากกว่า แค่อินเตอร์เน็ตช้ายังเซ็งบ่นกันแล้ว การจะหนีจากชีวิต Speed Life ไปใช้ชีวิตแบบ Slow Life ได้ตามที่ฝัน อาจจะต้องวางแผนชีวิตกันนิดหนึ่ง ไม่ใช่อยู่ๆก็อยากออกไปใช้ชีวิตแบบนั้นได้เลย โดยที่ยังหาเงินเองไม่ได้ หรือรายได้ยังไม่พอเลี้ยงตัวเองได้ในอนาคต

ผมมองว่าคนที่ออกมาใช้ชีวิตแบบ Slow Life ได้ เขาชัดเจนกับตัวเองในระดับหนึ่ง และเขาก็มีรายได้จากการใช้ชีวิต สโลว์ไลฟ์ อยู่ด้วย เช่น เป็น Freelance เป็น Blogger เขียนเรื่องราวที่เจอ ที่ไปท่องเที่ยวลงบล็อก หาเงินโฆษณาจากบล็อกส่วนตัว เหล่านั้น หรือถ่ายภาพนำไปขายบนเว็บ จะเห็นว่าเขาใช้ชีวิตไป ทำงานไปด้วยในตัว ไม่ใช่ ไม่ทำอะไรเลย

บางคนอาจจะบอกว่า ก็อยากจะออกมาลองใช้ชีวิตแบบ Slow Life ดูบ้างไม่ได้เหรอ?

ได้อยู่แล้วครับ ถ้าแค่ทดลองใช้ชีวิต แบบพักผ่อนชั่วคราว บางครั้งเราก็ต้องการ การพักผ่อนบ้าง ไม่ใช่สิ่งที่เสียหาย

ผมเองก็ยังย้ายจากการทำงานประจำ มาเป็นฟรีแลนซ์ เพื่อที่จะหาเวลาบางช่วง มาใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ ได้พักผ่อนอยู่บ้านบ้าง หรือ อาจจะนั่งอยู่ในร้านกาแฟ อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ (อีบุคส์) หรือทำในสิ่งที่อยากจะทำโดยไม่ต้องกังวลกับโลกที่หมุนวนอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

แต่ก็นั่นละครับ ชีวิต Slow Life ของผมมันแค่เรื่องชั่วคราว สุดท้ายมันก็ต้องกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ เพื่อเป้าหมายอื่นในชีวิตต่อไป ดังนั้น มันจึงมีทั้งการใช้ชีวิตแบบ Slow Life และ Speed Life แล้วแต่จังหวะ เพื่อความสมดุลในชีวิตการใช้ชีวิต สโลว์ไลฟ์ ของผมจึงสลับไปมาผสมอยู่ในชีวิตประจำวัน ช้าบ้าง เร็วบ้าง เป็นไปตามความเหมาะสม

เพราะผมโชคดีที่เป็นฟรีแลนซ์ และ บล็อกเกอร์ จึงสามารถเลือกใช้ชีวิตได้ โดยเฉพาะชีวิตแบบ Slow Life อาจจะได้ใช้บ่อยกว่าหลายๆคน ก็เท่านั้นเอง

ใช่ว่าการใช้ชีวิตแบบ Slow Life จะเหมาะกับทุกคน ดังนั้น จงหาวิถีชีวิตในแบบที่เหมาะสมกับตัวเราเอง ตอบโจทย์ตัวเองดีกว่า ไม่ต้องใช้ชีวิตตามใคร แต่ให้หาชีวิตที่ใช่ สำหรับตัวเราเองดีที่สุดครับ…