เว็บไซต์ยังสำคัญ แต่คนกำลังหันไปตาม โซเชียลมีเดีย (Social Media) กันมากขึ้น

เทรนด์ออนไลน์เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเสมอ ยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้าเท่าไหร่ สิ่งใหม่ก็จะเกิดขึ้นมาแทนสิ่งเก่าที่ล้าหลัง ผู้คนก็จะมองหาอะไรใหม่ๆที่เขาชอบ ก็จะไปรวมตัวกันที่นั่น หมุนเวียนไปเรื่อยๆ แม้แต่เว็บไซต์ก็ยังต้องปรับตัว เพื่อให้คนยังติดตามอยู่ ไม่หนีหายไปไหน”

วันที่โลกออนไลน์กำลังเติบโต ยุค .Com บูม ใครๆก็เปิด เว็บไซต์ เพื่อแสดงตัวตน และสร้างความน่าเชื่อถือบนโลกออนไลน์ เพื่อธุรกิจ จากหน้าร้านธรรมดา ก็ต้องเปิดเว็บเพื่อขายของบนออนไลน์ด้วย ทำให้เว็บไซต์ในตอนนั้นมีความสำคัญมาก  ปัจจุบันก็ยังสำคัญอยู่ ยังต้องมี แต่ก็ต้องมีการปรับตัวด้วยการเชื่อมต่อกับโลกของ SNS ไว้ด้วย

บางคนเห็นว่าการทำเว็บไซต์ดูจะยุ่งยากไป ก็หันมาเปิด บล็อก (Blog) ทำบล็อกส่วนตัว หรือผสมความเป็นร้านค้าออนไลน์ด้วยก็ได้ แบบง่ายๆ ก็เป็นที่นิยมอยู่ระยะหนึ่ง รวมถึงบล็อกส่วนตัวของผมเอง ก็เกิดขึ้นในยุคนั้น ยุคที่คนกำลังนิยมใช้ เวิร์ดเพรส ในการสร้างบล็อก

แต่ทั้งเว็บไซต์ หรือ แม้แต่บล็อก ต่างก็เจอผลกระทบ เพราะการมาของ โซเชียลมีเดีย (Social Media) ซึ่งเริ่มค่อยๆเข้ามามีบทบาทสำคัญกับคนยุคใหม่ๆ เนื่องจากมือถือที่ต่ออินเตอร์เนตความเร็วสูง ราคาเนตที่ถูกลง ทำให้เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ แค่มีมือถือก็ท่องโลกออนไลน์ได้แล้ว จึงทำให้ โซเชียลมีเดีย (Social Media) เติบโตไวมากๆ จนคนหันมาติดตามทางนี้กันเยอะเลย ส่งผลให้เว็บไซต์ของหลายๆคนกลายเป็นเว็บล้าง บล็อกเหงาๆ หากขาดการอัพเดทนานๆ เนื้อหาเก่า ไม่สดใหม่ คนก็จะค่อยๆหายไปตามกาลเวลา ต่างกับ SNS ที่คนเล่นกันเยอะ มีอะไรใหม่ๆอยู่เสมอ

ส่วนการมาของ โซเชียลมีเดีย (Social Media) ก็มีหลากหลาย เช่น

Twitter : ที่คนชอบเล่นเพราะเสพข่าวสารรวดเร็ว มีข่าวอะไรก็ดูที่ # ว่าอันไหนขึ้นเทรนด์ก็ตามส่องกันไป รวมถึงคนที่ชอบติดตามข่าวดารา ละคร หรือศิลปินนักร้อง ก็มักจะใช้ Twitter ในการพูดคุยกันในด้อม แล้วแต่ว่าจะติดตามกันใน # อะไร เช่นผมติดตามวงไอดอล BNK48 ก็จะค้นหาใน #BNK48 บนทวิตเตอร์ว่ามีการพูดถึงเรื่องอะไรกันในแต่ละวัน เป็นต้น

Instagram : จะเน้นพวกถ่ายรูปภาพสวยๆ แล้วอัพขึ้นที่นี่ โดยมาก ดารา ศิลปิน ก็จะชอบเล่นกัน เพราะได้โชว์รูปสวยๆ คนทั่วไปก็ชอบติดตามดารา ศิลปิน อยู่แล้ว เลยทำให้ IG เติบโตมากขึ้นไปด้วย พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ชอบฝากร้านกันเยอะ ก็ตาม IG ดาราดังนี่แหละ

Facebook : เป็นอีก โซเชียลมีเดีย ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งแบบใช้ส่วนตัว และเปิดเพจ ในเรื่องที่สนใจ บางคนก็ทำเป็นเพจธุรกิจเลยก็มี ทั้งธุรกิจใหญ่ น้อย ต่างก็มีเพจเพื่อขายสินค้า และมีไว้อัพเดทผลงาน ข่าวสาร ให้คนมาติดตาม คนแทบทุกวงการต่างก็มีเพจเป็นของตัวเอง เพื่อติดต่อกับลูกค้า และแฟนคลับ แม้หลังๆความนิยมจะลดลงบ้าง แต่ปริมาณก็ยังมีมากอยู่ดี ทั้งนี้พวกเพจ Facebook ต่างๆ น่าจะมีผลทำให้คนทำเว็บไซต์ หรือบล็อกน้อยลงด้วย เพราะสามารถเปิดเพจได้ฟรี ใครก็เปิดเพจได้ และคนมักจะติดตามได้ง่ายด้วย นั่นเพราะใครๆก็เล่น FB แถมยังติดต่อสื่อสารกันได้รวดเร็วกว่า จึงทำให้ Facebook ยังคงเป็น หนึ่งใน SNS ที่คนยังติดตามกันเยอะ และมีผลต่อธุรกิจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน

YouTube : กำลังเป็นที่นิยมมากที่สุดในยุคนี้เลยก็ว่าได้ แม้แต่วงการ ทีวีดิจิตอล ยังต้องยอมรับ เพราะคนไม่ค่อยดูทีวี แต่หันมาเปิดยูทูปดูมากกว่า เพราะจะดูเมื่อไหร่ก็ได้ ดูไม่จบ มาเปิดย้อนหลังดูใหม่ก็ได้ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้คนไปสนใจเปิดดูรายการบน YouTube มากขึ้น และเชื่อว่าวงการโฆษณาคลิปวิดีโอบน YouTube ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนับจากนี้ เรียกว่าเป็นตลาดใหญ่อีกตลาดที่น่าสนใจเลยทีเดียว และเชื่อว่าการแข่งขันของคนทำ YouTube ในปี 2020 จะดุเดือดอย่างแน่นอน ด้วยความที่ใครก็สามารถเปิดช่องบน YouTube ได้ คนทั่วไป หรือแม้แต่ดารา ก็ยังหันมาทำช่องเป็นของตัวเอง ทีวีช่องใหญ่ๆก็ยังเอารายการ ละคร ย้อนหลัง มาลงให้คนดูบนยูทูปกันแล้ว เพราะยอดวิว ยอดผู้ติดตาม สามารถเปลี่ยนเป็นรายได้จาก YouTube นั่นเอง

จะเห็นได้ว่าผู้คนต่างก็มีทางเลือกในการรับข้อมูลข่าวสาร หรือเพื่อความบันเทิง บนโลกออนไลน์มากมาย ทำให้เว็บไซต์ หรือบล็อก ไม่เป็นที่นิยมเท่าเมื่อก่อนแล้ว แม้แต่เว็บดังๆของประเทศที่เมื่อก่อนคนเข้าชมวันละเป็นล้านแบบไม่ซ้ำเครื่อง ปัจจุบันไม่ค่อยถึงล้านแล้ว แค่เกือบๆ หรือถึงบ้างเป็นบางวัน ทั้งที่เมื่อ 3-5 ปีก่อนหน้า มีหลายเว็บเคยมีคนเข้าชมหลักล้านต่อวันหลายเว็บด้วยกัน จะเห็นได้ว่าโลกมันเริ่มเปลี่ยนเทรนด์ไปแล้วนั่นเอง

ถ้าสังเกตให้ดี เทรนด์ตอนนี้ เปลี่ยนจากการอ่านตัวหนังสือบนเว็บไซต์ เป็นดูคลิปวีดีโอบน YouTube มากขึ้น มาสักพักแล้ว และปี 2020 ภาพของเทรนด์นี้จะยิ่งชัดเจนมากขึ้น ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่เป็นแบบนี้ทั่วโลก

ตามติดกระแส Social Media เทรนด์ดังข้ามชาติ บนโลกธุรกิจออนไลน์

เก่าไป ใหม่มา หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ยิ่งอะไรที่เกี่ยวข้องกับโลกอินเตอร์เน็ตยิ่ง เปลี่ยนเร็วกว่าอะไรดี คอมพิวเตอร์ ที่แรงๆ สเปคสูงๆเมื่อห้าปีก่อน มาวันนี้ก็ตกรุ่นไปเรียบร้อยแล้ว แม้จะยังใช้งานได้อยู่ก็ตาม หรืออีกตัวอย่าง โทรศัพท์มือถือ ตกรุ่นเร็วกว่าอีก ปีที่แล้วไอโฟน 5 มาปีนี้ไอโฟน 6 มาแล้ว เห็นไหมครับว่ามันตกรุ่นเร็วขนาดไหน ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องตามกระแสทุกอย่าง เพียงแต่เลือกที่จะไปทางไหนแล้วได้ประโยชน์สูงสุดเราก็เลือกเดินไปทางนั้นดีกว่า บางอย่างแค่รับรู้ไว้ก็พอไม่ต้องไปตามมาก

เทรน Social Media ก็เช่นกัน นับวันก็มีอะไรใหม่ๆเข้ามาให้เราได้เล่นกันมากมาย บางอย่างเป็นกระแสดัง บางอย่างก็แค่มีไว้เพื่อเป็นแบรนด์แข่งขันกัน ส่วนใหญ่พวก Social network จะเป็นของต่างชาติ ที่คนไทยรับมา แล้วเกิดเป็นกระแสนิยมขึ้น ในกลุ่มดารา แล้วก็เข้ามาสู่กลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน ทำให้นักธุรกิจก็ต้องเข้าไปร่วมแจมด้วย กลายเป็นคนทุกคนต้องเล่น Social network กันเต็มไปหมด ที่ดังๆบ้านเราก็เห็นจะมี Facebook, Twitter, YouTube, LINE, Instagram, Blog เป็นต้น

แต่ใครเลยจะรู้ว่า ถ้าเกิดวันหนึ่งหมดกระแสไป อะไรจะมาแทน ดังนั้นเราจำเป็นต้องเลือก ว่าจะทำธุรกิจ จะฝากความหวังไว้กับพวก Social Media เพียงอย่างเดียวนั้นไม่ได้เลย มันจะเสี่ยงเกินไป แต่จะเอาเวลาไปดูแลคนเดียวทุกอย่างก็คงไม่ไหว ดังนั้นเราต้องวิเคราะห์ดูก่อนว่า งาน หรือธุรกิจเราเหมาะกับ Social Media ประเภทไหน จะได้ลงแรงไปไม่เสียเที่ยว

ถ้าเป็นผม จะเน้นไปที่ Blog ก่อนเลยเพราะเป็นสิ่งแรกที่ดูจะอยู่นานที่สุด ไม่ว่ากระแสนิยมอะไรจะมาหรือไป การมี Blog หรือ Website ก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่เสมอ เพราะคนส่วนใหญ่ก็ยังค้นหาสิ่งที่ต้องการ มาที่เว็บไซต์ก่อนเป็นอันดับแรกๆ เพื่ออ่านข้อมูล เนื้อหา บทความ ดังนั้นเว็บบล็อก จำเป็นต้องมีเป็นสิ่งแรก

ต่อมาก็ Facebook fanpage การมีแฟนเพจ ก็มีความจำเป็น เพราะคนส่วนใหญ่จะมีบัญชี Facebook กันแทบทั้งนั้น จึงเป็นช่องทางในการหาแฟนคลับ และส่งคนเหล่านั้นมาที่เว็บบล็อกของเราอีกที อย่าปล่อยให้คนเล่นอยู่แต่บน Facebook เท่านั้น เราต้องพาเขามาปิดการขายบนเว็บเราให้ได้ด้วย

ส่วน LINE หากต้องการแชทติดต่อคุยกันก็จำเป็นต้องใช้ Twitter ใช้ในการบอกข่าวสารหรือแจ้งบริการก็น่าทำติดไว้ Instagram ถ้าหากธุรกิจเรามีภาพที่ต้องการโชว์ให้ลูกค้าดู ก็ควรมีเช่นกัน

และ YouTube เป็นอีกหนึ่ง Social Media ที่น่าสนใจทีเดียวครับ ผมว่ากระแสน่าจะมาแรงขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่ Google ได้เปิดตลาด YouTube Thailand ไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่คนต้องการลงโฆษณามีทางเลือกมากขึ้น และคนหาเงินออนไลน์ก็พร้อมทำวีดีโอลง YouTube มากขึ้นเช่นกัน

เราสามารถถ่ายวีดีโอ หรือทำคลิปสั้นๆ ที่เกี่ยวกับธุรกิจเรา หรือสินค้าที่เกี่ยวข้องเพื่อโปรโมทลงบน YouTube ได้ ตอนนี้คนก็เริ่มเข้ามาดูอะไรกันบน YouTube มากขึ้น นอกจากดู T.V. แล้ว ก็เห็นจะมี YouTube ที่คนติดตามดูกันมากขึ้น ดังนั้นเรา ควรเริ่มกระโดดเข้ามาเล่น บนเทรนด์นี้ดูก็ไม่น่ามีอะไรเสียหายครับ

OK. ว่ากระแสมันอาจจะตายลงไปเหมือนอย่างที่ Hi5 หรือ MSN ที่คนแทบไม่มีใครเล่นแล้วหรือเลิกทำไปแล้ว แต่ในปัจจุบัน กระแส Social Media หลายๆอย่างยังเป็นกระแสอยู่ เราก็ไม่ควรพลาด ที่จะเกาะติดไปก่อน

ที่ผมมองว่าน่าจะอยู่ได้นานจริงๆน่าจะมีอยู่สองอย่าง คือ Blog เพราะคนยังต้องการข้อมูลที่มีประโยชน์อยู่ ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไปก็ตาม กับ YouTube เพราะวีดีโอ ยังเป็นที่สนใจ และไม่ว่ามันจะใหม่หรือเก่าแค่ไหน ก็ยังมีคนอยากดูอยู่ สองตลาดนี้ผมว่าทำไว้ไม่ผิดหวังครับ

ตลาดออนไลน์จะอยู่รอดก็ต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับกระแส แต่ไม่จำเป็นต้องทำตามทุกอย่างครับ เลือกเฉพาะ Social Media ที่ตอบโจทย์กับธุรกิจออนไลน์ของเราก็พอแล้ว

อย่ายึดติดกับการ ทำ SEO มากเกินไป เพราะการตลาดออนไลน์แบบอื่นๆก็สามารถสร้างคนเข้าเว็บและเพิ่มยอดขายได้เช่นกัน

ย้อนไปเมื่อก่อนการทำการตลาดออนไลน์ ยังเป็นแค่การคลิกเมล์เปิดโฆษณาอยู่เลย ก่อนที่จะมาถึงยุค Google ครองเมือง การลงโฆษณา Adwords ได้ผลเป็นอย่างยิ่ง ทำให้รูปแบบโฆษณาคลิกเมล์ตายไป และยุคของ Google Adwords มาแทนที่ แต่การแข่งขันกันบิทค่าคลิกที่แพงมหาโหด ทำให้มีกลุ่มคนบางส่วนหนี มาทำ SEO เอง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งจุดนั้นเอง ทำให้เกิดกระแส การทำ SEO และเกิดเทคนิคมากมายขึ้น เพื่อทำให้เว็บไซต์ขึ้นมาติดอันดับต้นๆ จากคีย์เวิร์ดที่มีคนทำการค้นหา

SEO (search engine optimization) เอสอีโอ คือ การปรับแต่งเว็บไซต์หรือหน้าเว็บเพจ ให้ติดอันดับบน search engine ต่างๆ เช่น Google, Yahoo, Bing เป็นต้น ซึ่งเราสามารถปรับแต่งได้เอง โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วย โดยการทำ SEO นั้น จะแบ่งเป็น

SEO Onpage การปรับแต่งบนเว็บเราเอง ในหน้าเว็บไซต์เรา เช่นการใส่เนื้อหา คีย์เวิร์ด รูปภาพ ไฟล์ต่างๆ รวมไปถึงการ เช่าโฮสและจดโดเมน ก็รวมอยู่ในนี้ด้วย

SEO Offpage เป็นการทำเอสอีโอภายนอก ทั้งที่เราควบคุมได้และไม่ได้ เช่น การทำ Backlink การโพสข้อมูลและเว็บไซต์ไปตามเว็บบอร์ด หรือเว็บลงประกาศฟรีต่างๆ การฝากเว็บตามสารบัญเว็บไซต์ต่างๆ เป็นต้น

ทั้งหมดนั้นเป็นการทำ SEO ซึ่ง ส่งผลต่อ คีย์เวิร์ด ที่เราต้องการให้ติดอันดับบน Search ต่างๆ แต่ที่นิยมมากที่สุด คือ Google นั่นเอง

แน่นอนว่า ผู้ประกอบการ ห้างร้าน หรือร้านค้าออนไลน์ ต่างๆ นิยมจะทำ SEO กันเป็นอย่างมาก ทั้งทำเองและจ้างคนมาทำ SEO ตามคีย์เวิร์ดที่ต้องการ ซึ่งราคาการทำ SEO ก็จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับ ความยากง่ายของแต่ละคีย์เวิร์ด และการแข่งขัน มูลค่าทางการตลาดแต่ละคีย์เวิร์ด

ใครที่ทำ SEO แล้วทำอันดับติดหน้าแรกบน google ก็ส่งผลต่อยอดขาย บริการ และรายได้ที่จะตามมา ทำให้ใครก็ต้องการอันดับหน้าแรก บน google เป็นอย่างมาก เมื่อก่อนการแข่งขันยังน้อยก็สามารถทำอันดับได้ง่าย แต่ช่วงหลังๆการทำ SEO นั้นยากมากขึ้น เพราะคู่แข่งที่มากขึ้น รวมไปถึงอัลกอริทึม ของ google ที่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาทำให้ การทำอันดับล่าช้า และส่งผลให้ทำอันดับได้ยากกว่าเดิมมากๆ

แต่ความต้องการของตลาด SEO ก็ยังมีมากขึ้นอยู่ดี เพราะมันเห็นผลมากกว่าวิธีอื่นๆ คือถ้าทำอันดับได้ คนที่ค้นมาเจอเว็บก็ต้องเข้ามาที่เว็บอันดับต้นๆก่อนแน่นอน นั่นทำให้โอกาสทำยอดขายมีมากขึ้นแน่ๆ จึงทำให้คนส่วนใหญ่ ยังยึดติดกับการทำ SEO เป็นหลัก จะด้วยเหตุของเว็บที่เปิดใหม่จึงต้องการเร่งทำอันดับ หรือจำนวนคู่แข่งในตลาดออนไลน์ที่มากขึ้นทำให้ต้องแข่งกันทำอันดับ นั่งจึงส่งผลให้ ตลาด SEO ดุเดือดทั้งการแข่งขันทางด้าน ราคา และการแย่งอันดับกันนั่นเอง

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO นั่นไม่ง่ายเลย ทุกคีย์เวิร์ดมีคู่แข่งหมด ทุกตลาดมีการแข่งขันด้าน SEO และราคาการทำ SEO ก็ไม่ใช่ถูกๆ แถมยังต้องใช้เวลานาน และมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย

ผมจึงไม่อยากให้มองการทำการตลาดออนไลน์ แค่เพียงการทำ SEO เท่านั้น ลองดูการตลาดช่องทางอื่นๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะเป้าหมายของการทำการตลาด ไม่ว่าจะ SEO หรือแบบอื่นๆ ก็คือให้คนเข้ามาที่เว็บไซต์เราเยอะๆ เพื่อทำอะไรสักอย่างบนเว็บไซต์หรือเว็บบล็อกเรา เช่น อ่านบนความ อ่านรีวิว สั่งซื้อสินค้า และบริการ หรือสมัครสมาชิก เป็นต้น

ผมเองในฐานะที่เป็น Freelance SEO ด้วย ก็เคยแนะนำลูกค้าให้ลองมาทำการตลาดอื่นๆดูไหม ไม่ต้องเน้น SEO อย่างเดียว มีตัวอื่นๆ ที่น่าสนใจทำ และส่งผลดีนะ แต่สุดท้าย ก็ไม่มีลูกค้าคนไหนสนใจเลย ก็ยังคงอยากจะทำ SEO อยู่ดี

ก็ไม่แน่ใจว่าคนที่ไม่สนใจนั้น ยังยึดติดกับการทำ SEO หรือว่า เขาไม่เข้าใจว่ามีการทำการตลาดอื่นๆ ที่น่าสนใจอยู่กันแน่

การทำการตลาดออนไลน์ ปี 2014 ที่ผมอยากจะแนะนำ มีอะไรบ้าง?

  1. SEO ใช่ว่าจะทิ้งการทำ SEO ไปเลยแต่เราแค่ลดบทบาทลง ไม่ต้องเน้นมาก ค่อยๆทำไปทีละคีย์เวิร์ด จะปลอดภัยกว่า
  2. Facebook Fanpage การทำแฟนเพจ และการกดไลค์ ก็จะช่วยในการสร้างแบรนด์ได้ดีทีเดียว เพราะตอนนี้คนส่วนใหญ่ก็จะเล่น Facebook กันมากขึ้น ดังนั้นการทำการตลาดออนไลน์จึงทำได้ง่ายและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้เร็ว
  3. Twitter แม้จะยังไม่ค่อยนิยมมากเท่ากับ Facebook แต่ Twitter ก็เป็นกระบอกเสียง แจ้งข่าวสาร ด้วยข้อความสั้นๆที่ได้ผลดีไม่น้อย
  4. YouTube เป็นการทำสื่อด้วยภาพวิดีโอ กำลังได้รับความนิยมอย่างยิ่ง เพราะคนสนใจ ดูอะไรผ่านทางเน็ตมากขึ้น เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนที่คนจะดู ทีวี เป็นหลัก แต่เดี๋ยวนี้ คนดู YouTube กันมาก และมักจะเกิดการ ไลค์และแชร์อย่างรวดเร็วหากวีดีโอนั้นทำมาถูกใจกลุ่มเป้าหมาย
  5. Blog ปัจจุบันนี้ มี Blogger มากมาย ที่มีบล็อกส่วนตัว หรือบล็อกเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นบล็อกที่ลงทุนสร้างขึ้นมาเอง หรือบล็อกจากผู้ให้บริการฟรีต่างๆก็ตาม เราสามารถเขียนรีวิว สินค้า หรือบริการ และนำบทความเหล่านั้นลงบล็อกต่างๆได้เลย เมื่อมีการอ่านบทความที่มีประโยชน์ ก็จะเกิดการบอกต่อ ทำให้เกิดกระแสสังคมได้เช่นกัน ปัจจุบันนักการตลาดออนไลน์เริ่มหันมาใช้บล็อกในการโปรโมทสินค้ากันมากขึ้น
  6. E-Book ด้วยอุปกรณ์ มือถือ Tablet (แท็บเล็ต) ต่างๆสามารถอ่านหนังสือ ออนไลน์อย่างอีบุ๊คส์ได้ง่าย ดังนั้นการเขียนอีบุ๊คส์ แนะนำการใช้งาน เทคนิค หรือคู่มือต่างๆ โดยอีบุ๊คส์นั้นๆ เราทำแจกฟรีไปเลย แต่เราวางโฆษณาเว็บเราทิ้งไว้ด้วย ก็เป็นการทำการตลาดออนไลน์อีกอย่างหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยม
  7. Podcast อาจจะยังไม่ค่อยมีใครทำกันมากเท่าไหร่ กับรายการที่เป็นไฟล์เสียง แต่ในต่างประเทศนั้นเป็นที่นิยมกันมาก ก็เหมือนกับเราจัดรายการวิทยุออนไลน์ แต่เราจัดแล้วทำเป็นไฟล์เสียง ให้คนมาดาวน์โหลดอีกที จะเอาไปฟังตอนไหนก็ได้ ซึ่งในไฟล์เสียงนั้น นอกจากจะพูดเรื่องที่เป็นประโยชน์แล้ว ยังแฝงโฆษณา หรือแนะนำบริการต่างๆ ผ่านในรายการได้ด้วย นี่ก็เป็นการทำการตลาดอีกแบบ ที่น่าจะได้รับความนิยมมากขึ้นในอนาคตครับ

บทสรุป

ไม่ว่าคุณจะทำการตลาดออนไลน์แบบไหน ทั้ง search engine marketing (SEO) หรือจะเป็น Social Media และSocial network ต่างๆ ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, YouTube, Blog, E-Book, Podcast ต่างก็ส่งผลดีต่อธุรกิจออนไลน์เราได้ทั้งหมด ไม่มีตัวไหนดีที่สุดกว่ากัน แต่ให้เราทำแบบเฉลี่ยๆกันไป ไม่ต้องยึดติดกับช่องทางใดทางหนึ่ง เพราะการทำการตลาดออนไลน์ เราสามารถปรับยืดหยุ่นได้ตลาดเวลา